Category: บทความเรื่องเหล้า

เครือข่ายงดเหล้าอยากให้คนไทยสุขภาพดี

  • นายอำเภอปากท่อ  เยาวชนนักรณรงค์ เครือข่ายงดเหล้า ภาคตะวันตก และสสส. จัดวาเลนไทน์ยิ่งใหญ่ คนเพียบ

    นายอำเภอปากท่อ เยาวชนนักรณรงค์ เครือข่ายงดเหล้า ภาคตะวันตก และสสส. จัดวาเลนไทน์ยิ่งใหญ่ คนเพียบ

    เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 นายสุทธิพงษ์ พุทธจันทรา นายอำเภอปากท่อ พร้อมด้วย เครือข่ายเยาวชน เครือข่ายองค์กรงดเหล้า ภาคตะวันตก และชุมชนบ้านตากแดด ได้จัดกิจกรรม “มหัศจรรย์แห่งรัก วิถีกะเหรี่ยงปากท่อ-ยางหัก หอมกลิ่นไอรัก สุขหวานซึ้ง” ขึ้นที่ชุมชนบ้านตากแดด ต.ยางหัก อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี ภายใต้สโลแกน “ส่งรักให้พักเหล้า” โดยการจัดงานครั้งนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่ายองค์กรงดเหล้า และอำเภอปากท่อ ที่มีแนวคิดในการจัดงานบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในการมีภาคีความร่วมมือในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ บ้าน วัด โรงเรียน และภาคประชาสังคม

    กระบวนการเริ่มขึ้นตั้งแต่ในช่วงเช้า โดยการรวมตัวกันบริเวณวัดยางคู่ แห่ขบวนห่มผ้าองค์พระคู่ “คู่กันแล้วไม่แคล้วกัน รักกันตลอดไป” พร้อมให้อาหารปลา สาเหตุที่ต้องมาห่มผ้าพระที่นี่ เพราะชื่อวัดยางคู่ มีความหมายที่ดี และในการห่มผ้าพระคู่ ชาวบ้านในชุมชนมีความเชื่อว่าหากคู่แต่งงานมีโอกาสมากราบสักการะจะเป็นสิริมงคลต่อชีวิตคู่

    หลังจากนั้นได้เดินทางมาที่วัดไทรงาม เพื่อทำพิธีแห่ห่มผ้าเจดีย์ 9 ทิศ โดยเชื่อว่าเป็นรักบูชาธรรมทุกทิศมงคลศักดิ์สิทธิ์ การปิดทองพระเกจิ ทุกสาย เพื่อความสุขมงคลคุ้มครองทุกแห่ง การดูแลป่า บวชต้นไม้ ใส่ปุ๋ยใบไม้มงคล จะมีรักที่อบอุ่นร่มเย็นธรรมชาติ ความเชื่อเรื่องวิถีกะเหรี่ยงรื้อบ้านเข้าหอ เชื่อว่ารักแท้เอาชนะอุปสรรค์ทุกสิ่ง วิถีกะเหรี่ยงเก็บน้ำผึ้ง เลี้ยงผึ้ง บ่งบอกถึงความรักหวานในทุกๆ วัน การคั่วกาแฟ ชงกาแฟชั้นยอด โรบัสต้าตะนาวศรีราชบุรี เพื่อให้ความรักมีเข้มไม่จืดจาง หอมซึ้ง การข้าวห่อกะเหรี่ยงผสมน้ำผึ้ง จะมีรักที่สุกสดใส หวานอบอวนใจ การลอดซุ้มกระบี่กระเหรี่ยง จะทำให้ความรักรักคุ้มครองคู่รัก การเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อให้รักรุ่งเรืองตลอดไป ต่อด้วยการจดทะเบียน เพื่อประกาศรักแท้ การรับประทานอาหารมงคล สมรสสมรัก เพื่อให้รักอุดมสมบูรณ์พูลสุขตลอดกาล การโยนช่อดอกไม้ ส่งความรักความสุขทั้งอำเภอ

    คู่รักแจ้งความประสงค์จดทะเบียนสมรส จำนวน 5 คู่
    1. นายสหพันธ์ รวยรุ่ง และ น.ส.ศุภารนันท์ ยอดมี
    2. นายบุญเจือ แสงจันทร์ และ น.ส.สง่า สาลีผล
    3. นายจำเนียร สาตสาย และ น.ส.สุดารัตน์ กุมกร
    4. นายบุญเลี่ยม บุญทศ และ น.ส.น้ำฝน แย้มเกษร
    5. นายบุญมา พานดี และ น.ส.จำเนียร นะสีโต

    คู่รักแท้ที่ครองรักกันมาเกิดนกว่า 15 ปี จำนวน 10 คู่ ได้แก่
    1. นายกฤษฎา แสงจันทร์ และ นางเอื้อง แสงจันทร์ (44 ปี)
    2. นายทวีทรัพย์ เทพลิบ และ นางศิริมา แจ้งกระจ่าง (10 ปี)
    3. นายยัง เจียมโพธิ์ และ นางจำรัส ฟ้าคนอง (26 ปี)
    4. นายชุมพล สันตานนท์ และ นางจันทร์เพ็ญ บุญช่วย (28 ปี)
    5. นายจอม เพลงวงค์ และ นางธิติภร เพลงวงค์ ( 36 ปี)
    6. นายกาฝาก บุญเปรื่อง และ นางบานเย็น บุญเปรื่อง ( 37 ปี)
    7. นายเฉลียว เนียมทับทิม และ นางพิมพ์ เนียมทับทิม (49 ปี)
    8. นายประเสริฐ วงษ์ชอุ่ม และ นางสมจิตร วงษ์ชอุ่ม ( 44 ปี )
    9. นายโชติ คุ้มครอง และ น.ส.โสภา คงพวก (23 ปี)
    10. นายสำรวย ขันแก้ว และ นางกิตติยา ขันแก้ว

    ทางด้านของเด็กเยาวชนนักกรณรงค์ที่เข้ามาร่วมงาน มีการแสดงการเล่นดนตรี ในการขับกล่อมผู้ที่มาร่วมงาน โดยเยาวชนดังกล่าวมาจากฐานเยาวชนที่ขับเคลื่อนงานรณรงค์ในระดับพื้นที่ และมีความสามารถในการเล่นดนตรี ซึ่งในครั้งนี้ เยาวชนได้มาเล่นเพลงรัก เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศในการทำให้งานมีความรื่นเริงมากขึ้น เยาวชนบางส่วนที่เป็นเยาวชนที่มาจากสถานศึกษา ต่างก็มาช่วยรณรงค์ในการแสดงสัญญาลักษณ์เกี่ยวกับเรื่องของแคมเปญ “สื่อรักให้พักเหล้า” และ ” 15 ปี พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์”

    ซึ่งวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ปีนี้ เป็นปีที่ 15 ในการมีกฏหมาย พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลฮอล์ ซึ่งผลักดันโดยภาคประชาสังคม ขบวนการรณรงค์งดเหล้าก่อตัวและเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างชัดเจน ในช่วงปี 2546 ยุทธศาสตร์หนึ่งที่สำคัญคือการรณรงค์ เคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อผลักดันกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ช่วงปลายปี 2549 รัฐบาลในสมัยนั้นมีการเสนอร่างพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เข้าสู่สภานิติบัญญัติ จากนั้นภาคประชาสังคมได้เข้าร่วมผลักดันกฎหมาย โดยกิจกรรมสำคัญคือการรวบรวมรายชื่อผู้สนับสนุน ร่างกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งมีผู้ร่วมลงชื่อมากกว่า 13 ล้านรายชื่อ มีกิจกรรมรณรงค์ จากภาคประชาสังคมเกือบทุกสัปดาห์ตลอดปี 2550 จนนำมาสู่การลงมติเห็นชอบของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและมีผลบังคับใช้ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 โดยมีเหตุผลในการประกาศใช้ว่า

    “โดยที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ ครอบครัว อุบัติเหตุ และอาชญากรรม ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ สมควรให้กำหนดมาตรการต่างๆ ในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งการบำบัดรักษาหรือฟื้นฟูสภาพผู้ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยลดปัญหาและผลกระทบทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจ ช่วยสร้างเสริมสุขภาพของประชาชน โดยให้ตระหนักถึงพิษภัยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตลอดจนช่วยป้องกันเด็กและเยาวชน มิให้เข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้โดยง่าย”

    ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ภาคประชาสังคมทั่วประเทศร่วมรณรงค์ เฝ้าระวัง ติดตาม และผลักดันให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย จนมีผู้กล่าวว่า เป็น พ.ร.บ.ที่มีการบังคับใช้มากที่สุด โดยผู้ประกอบการทั้ง ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ สถานบันเทิง และร้านอาหารส่วนใหญ่ร่วมปฏิบัติตามกฏหมาย อีกทั้ง ทำให้สถานที่ห้ามดื่มห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามที่บัญญัติไว้ เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว รวมถึงทำให้เกิดคณะกรรมการในระดับต่างๆ ที่เป็นกลไกของรัฐในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นทางการ ซึ่งช่วยชะลออัตราการบริโภค ช่วยลดปัญหาและผลกระทบในด้านต่างๆ ที่สำคัญที่สุด ช่วยป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ในระดับหนึ่ง

    อย่างไรก็ตามธุรกิจแอลกอฮอล์มีความพยายามที่่จะหลบเลี่ยงกฏหมาย โดยเฉพาะการห้ามโฆษณา และพยายามที่จะแก้ไขให้กฏหมายมีมาตรการที่อ่อนลง ที่น่ากังวลที่สุด คือในโอกาสที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ครบรอบ 15 ปี ในปี 2566 เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่จะมีการเลือกตั้ง ซึ่งนักการเมืองจำนวนหนึ่งเห็นด้วยกับการแก้ไขกฏหมายให้อ่อนลง และชูเป็นนโยบายในการหาเสียง เพื่อเรียกคะแนนนิยมจากผู้ประกอบการ ดังนั้นภาคประชาสังคม ซึ่งเป็นเจ้าของ พ.ร.บ.ฉบับนี้มาตั้งแต่ต้น จึงร่วมกันรณรงค์เพื่อยืนยันว่า กฎหมายฉบับนี้มีคุณูปการต่อการสร้างสุขภาวะของสังคมไทย และร่วมกันเรียกร้องให้นักการเมืองและผู้มีอำนาจทางนโยบาย ไม่ให้มีการแก้กฏหมายให้ต่ำกว่ามาตรการที่เป็นอยู่ ในทางกลับกันควรปรับปรุงให้มีคุณภาพมากขึ้น เพื่อสร้างสังคมสุขภาวะที่พัฒนาอย่างสมดุลในทุกมิติ และส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป

    การจัดงานครั้งนี้ นอกจากได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ชุมชนเองยังสนับสนุนกิจกรรมด้วยการนำอาหารและของที่ต้องใช้ในงานมาร่วมกัน จึงทำให้เกิดการบูารณาการดังนี้

    เครื่องขันหมาก ได้แก่

    1.ต้นกล้วย (ตำบลทุ่งหลวง)
    2.ต้นอ้อย (ตำบลทุ่งหลวง)
    3.น้ำหวาน (ตำบลทุ่งหลวง)
    4.หัวหมู (ตำบลวังมะนาว)
    5.ไก่ต้ม (ตำบลป่าไก่)
    6.ห่อหมก (ตำบลวัดยางงาม)
    7.ผัดหมี่ (ตำบลปากท่อ)
    8.ขนมจีน (ตำบลห้วยยางโทน)
    9.ส้ม (ตำบลวังมะนาว)
    10.กล้วยหวี (ตำบลยางหัก)
    11.มะพร้าว (ตำบลวันดาว)
    12.ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง(ตำบลดอนทราย)
    13.กาละเม – ข้าวเหนียวแดง(ตำบลบ่อกระดาน)
    14.ขนมเปี้ยะ (ตำบลวันดาว)
    15.ข้าวต้มมัด (ตำบลหนองกระทุ่ม)
    16.ขนมจันอับ (ตำบลทุ่งหลวง)
    17.ขนมปลา (ตำบลอ่างหิน)
    18.ข้าวห่อ (ตำบลยางหัก)
    19.กาแฟ/น้ำลำใย (ตำบลยางหัก)
    20.ขบวนรำ (ตำบลห้วยยางโทน)
    21.ขบวนกลองยาว (หมู่ที่ 15 ทุ่งหลวง)

    จึงนับได้ว่าเป็นงานระดับอำเภอที่มีการบูรณาการที่เข้มแข็งของชุมชน สร้างความสัมพันธ์ในชุมชนได้อย่างเหนียวแน่นเลยทีเดียว สำหรับการัขับเคลื่อนงานวันวาเลนไทน์แล้ว อำเภอปากท่อยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมาย และที่ได้รับความโดยเด่นคือแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของอ.ปากท่อ ที่มีความโดยเด่นในเรื่องของวิถีการดำเนินชีวิต อาชีพ และความโด่ดเด่นเรื่องของการแต่งกายวัฒนธรรม

  • วาเลนไทน์ปี 2566 ส่งต่อความรักจากพี่สู่น้องๆโรงเรียนบ้านทุ่งคาโตนด

    วาเลนไทน์ปี 2566 ส่งต่อความรักจากพี่สู่น้องๆโรงเรียนบ้านทุ่งคาโตนด

        14 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันวาเลนไทน์หรือวันแห่งรักในประเทศตะวันตกที่ใครหลายคนรู้ และส่งมอบความรัก ดอกไม้ ของพิเศษให้กับคนรัก แต่สำหรับในวันนี้นักศึกษาสาขาการพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีได้ส่งมอบความรักให้กับน้องๆโรงเรียนบ้านทุ่งคาโตนด ชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-3 ซึ่งเป็นช่วงที่หลายๆคนให้คำนิยามว่า “ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต” ทางนักศึกษาและเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคใต้ตอนบน ได้เล็งเห็นว่า ช่วงวัยนี้จะเป็นช่วงวัยที่มีปัจจัยเสี่ยงหลายๆด้านเข้ามา จนทำให้เด็กบางคนไม่สามารถเรียนจนจบได้ ทางนักศึกษาจึงได้จัดกิจกรรม “สื่อรู้ ส่องรัก” เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่ออนาคตของเด็ก ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวอยู่ภายใต้โครงการโรงเรียนสกัดนักดื่มหน้าใหม่
        ด้านนายกันตณัช รัตนวิก ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคใต้ตอนบน ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับปัญหาและผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยง(เหล้า/บุหรี่/กัญชา/กระท่อม/และสารเสพติดอื่นๆ) พร้อมทั้งยกเคสตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเคสที่เกิดจากปัญหาของน้ำกระท่อมให้กับน้องๆฟัง เพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนใจ      
    หลังจากนั้นนางสาวแสงนภา หลีรัตนะ (พี่สาว) ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดชุมพร ได้กล่าว ให้กำลังใจและแชร์ประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาด้านการลดปัจจัยเสี่ยงในเด็กเยาวชนอีกด้วย
        ด้านนายพงศ์ศักดิ์ รักแก้ว แกนนำเยาวชน South Youth Ranger (SYR) ได้เข้ามาเป็นวิทยากรกระบวนการร่วมกับนักศึกษา และเป็นผู้ช่วยในการถ่ายทำสื่อวิดีโอกิจกรรมที่จัดขึ้นภายในโรงเรียนบ้านทุ่งคาโตนด

    ก่อนจบกิจกรรมได้มีการมอบของที่ระลึกให้กับผู้อำนวยการโรงเรียนและติดป้ายโรงเรียนสกัดนักดื่มหน้าใหม่ “ไม่ดื่ม ไม่สูบ ไม่เสพ”/ ป้ายซุปเปอร์แม่-พ่อ พอแล้วเหล้าเบียร์บริเวณหน้าโรงเรียนและห้องน้ำของโรงเรียนและถ่ายรูปร่วมกัน

  • เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคใต้ตอนบนจับมือ 6 โรงเรียน ประชุมออกแบบงานขับเคลื่อนงานโรงเรียนสกัดนักดื่มหน้าใหม่

    เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคใต้ตอนบนจับมือ 6 โรงเรียน ประชุมออกแบบงานขับเคลื่อนงานโรงเรียนสกัดนักดื่มหน้าใหม่

         เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคใต้ตอนบนจับมือ 6 โรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย จัดประชุมออกแบบงานขับเคลื่อนงานโรงเรียนสกัดนักดื่มหน้าใหม่ร่วมกับ ผู้อำนวยการโรงเรียน/คุณครู ประชาคมจังหวัด และนักศึกษาฝึกงานสาขาการพัฒนาชุมชน ม.ราชภัฏสุราษฎร์ธานี  หวังลดนักดื่มหน้าใหม่ซึ่งเป็นเยาวชน ให้ห่างไกลปัจจัยเสี่ยง สอดคล้องกับเป้าหมายเมืองใต้ ปลอดเหล้า ปลอดภัย

    เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคใต้ตอนบน (สคล.ภาคใต้ตอนบน) จัดเวทีประชุมออกแบบงานขับเคลื่อนงานโรงเรียนสกัดนักดื่มหน้าใหม่ ณ โรงแรมแก้วสมุย จ.สุราษฎร์ธานี โดยนายองอาจ พรหมมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคใต้ตอนบน เผยข้อมูลสถิติของนักดื่มหน้าใหม่ที่เพิ่มขึ้น/ลดลงในของแต่ละจังหวัด จากการทำงานขับเคลื่อนของ สคล.ภาคใต้ตอนบน ตลอดระยะเวลา 10 ปีซึ่งนำไปสู่การออกแบบการจัดสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียนให้เหมาะสมและปลอดภัย พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงผลสำรวจที่ได้จากการเข้าไปสำรวจของนักศึกษา ร่วมออกแบบและกำหนดวันทำกิจกรรมของนักศึกษาฝึกงานที่จะเข้าไปทำกิจกรรมภายใน 6 โรงเรียน คือ

    1. โรงเรียนทุ่งคาโตนด ต.เขาทะลุ อ.สวี จ.ชุมพร
    2. โรงเรียนบ้านในเหมือง ต.นาขา อ.หลังสวน จ.ชุมพร
    3. โรงเรียนเวียงสระ ต.เวียงสระ ต.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี
    4. โรงเรียนวัดเขาขุนพนม ต.บ้านเกาะ อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช
    5. โรงเรียนละอุ่นวิทยาคาร ต.บางแก้ว อ.ละอุ่น จ.ระนอง
    6. โรงเรียนวัดโพธิ์เรียง ต.กระบี่น้อย อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่
        โดยนักศึกษาฝึกงานได้นำเสนอโครงการ โดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากเข้าไปสำรวจเด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-3 ในการเขียนโครงการเพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมและออกแบบกระบวนการร่วมกัน และมีพื้นที่ที่นักศึกษาฝึกงานเข้าไปสำรวจและทำกิจกรรมทั้งหมด 4 พื้นที่ คือ 
    1. โรงเรียนทุ่งคาโตนด ต.เขาทะลุ อ.สวี จ.ชุมพร
    2. โรงเรียนบ้านในเหมือง ต.นาขา อ.หลังสวน จ.ชุมพร
    3. โรงเรียนเวียงสระ ต.เวียงสระ ต.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี
    4. โรงเรียนวัดเขาขุนพนม ต.บ้านเกาะ อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช
        ทั้งนี้เป้าหมายของการขับเคลื่อนงานโรงเรียนสกัดนักดื่มหน้าใหม่ คือ สร้างเกราะ สภาพแวดล้อมภายในโรงเรียน เพื่อปกป้องเด็กเยาวชนจากปัจจัยเสี่ยงที่ไม่ใช่แค่ สุราหรือบุหรี่ แต่รวมไปถึงกระท่อม กัญชาและยาเสพติดด้วย
    
  • ชาวเวียงสระ จัดงาน “ชวนล่องพาใจกลับไปอดีต” การขับเคลื่อนงานประวัติศาสตร์ท้องถิ่นสู่การจัดการท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ภูมินิเวศลุ่มแม่น้ำตาปี

    ชาวเวียงสระ จัดงาน “ชวนล่องพาใจกลับไปอดีต” การขับเคลื่อนงานประวัติศาสตร์ท้องถิ่นสู่การจัดการท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ภูมินิเวศลุ่มแม่น้ำตาปี

        เมื่อวันที่ 27-29 มกราคม 2566 ชาวบ้านในพื้นที่ อ.เวียงสระ ได้จัดงาน “ชวนล่องพาใจกลับไปอดีต” ขึ้น เพื่อนำเสนอเส้นทางการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ของเมืองโบราณเมืองเวียงสระและภูมินิเวศลุ่มน้ำตาปี สู่การขับเคลื่อนการท่องเที่ยงทางประวัตศาสตร์มีชีวิต

    ในวันที่ 27 มกราคม 2566 ได้นำนักเรียน/นักศึกษา และผู้ที่สนใจลงพื้นที่ไปตามเส้นทางประวัติศาสตร์เมืองโบราณเมืองเวียงสระและภูมินิเวศลุ่มน้ำตาปี เพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์/วิถีชีวิต/ระบบนิเวศ ของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เส้นทางประวัตศาสตร์นี้ โดยมีเส้นทางศึกษาประวัติศาสตร์ 3 เส้นทาง คือ 1.คลองพรง บ้านนาสาร 2.คลองอิปัน พระแสง และ 3.คลองตาปี เมืองเวียงสระ

        ในวันที่ 28 มกราคม 2566 ได้มีการกล่าวต้อนรับ โดย นายโกศล สุขเกษม กำนันตำบลเวียงสระ และนายจงจิตร อภิชาตกุล ผู้ใหญ่บ้าน หมูที่ 7 บ้านเวียงสระ ก่อนที่เริ่มกิจกรรมภายในงาน โดยมี นางสาวรัตนา ชูแสง บอกเล่าเป้าหมายจัดเวทีเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เมืองโบราณเวียงสระ ซึ่งบอกเล่าการทำงานที่ผ่านมาของกลุ่มเครือข่ายเด็ก เยาวชน และครูภูมิปัญญารุ่นใหม่ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเราได้มีโอกาสเรียนรู้ ทำงานวิจัยเล็กๆ ในชุมชนนเพื่อที่จะนําเรื่องราวในอดีตขึ้นมาสู่การเรียนรู้ในปัจจุบัน โดยใช้เส้นสายน้ำคลองอีปัน คลองพรง คลองตา และอีกหลายหลายคลองที่พยายามที่จะเข้าไปสืบค้นเรื่องราวประวัติศาสตร์และร่องรอยความรุ่งเรืองในอดีต โดยเริ่มกิจกรรมกันตั้งแต่ พ.ศ. 2548 มีการสร้างแกนนําเยาวชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ในเรื่องของการอนุรักษ์สายน้ำและมีการสํารวจสายน้ำตั้งแต่ต้นน้ำซึ่งเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ลงมาจนถึงแม่น้ำตาปีด้านหลังวัดเวียงสระ
    และมีการเสวนาในหัวข้อ “การขับเคลื่อนงานประวัติศาสตร์ท้องถิ่นสู่การจัดการท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ภูมินิเวศลุ่มแม่น้ำตาปี” ซึ่งในการเสวนาครั้งนี้สรุปได้ว่า การเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ควรที่จะเริ่มต้นจากตัวเอง ครอบครัว แล้วค่อยขยายสู่ชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง อีกอย่างถ้าจะให้เกิดการท่องเที่ยวนั้นควรให้เกิดเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต มีการสร้างเด็กเยาวชนในพื้นที่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของพื้นที่นี้ และมีการส่งต่อรุ่นสู่รุ่น
    หลังจากนั้นจะมีลานเรียนรู้ภูมิปัญญาวัฒนธรรมชุมชน โดยเครือข่ายในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง มีลานวัฒนธรรม โดยมีการแสดงมโนราห์ ซึ่งเป็นการว่าบทมโนราห์แบบโบราณ และมีการแสดงดนตรีจากนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี วง Z-two
        ในวันที่ 29 มกราคม 2566 มีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์ เรียกพิธีกรรมนี้ว่า “การทำอารตี” คือการบูชาองค์เทพด้วยไฟ ซึ่งการทำอารตีถือเป็นการบูชาและแสดงความเคารพองค์เทพอย่างสูงสุดเหนือกว่าการสวดมนต์บูชาและถวายของสังเวยใดๆทั้งปวง โดยการทำอารตีตามแบบพิธีกรรมฮินดูโบราณ โดยการทำอารตี มีขั้นตอนในการทำพิธีกรรมดังนี้
                        1.) ถวายเครื่องสังเวย
                        2.) สวดมนต์ตราบูชาองค์พระพิฆเนศ
                        3.) อธิษฐานขอพร
                        4.) ทำการอารตี (หลังจากอธิษฐานเสร็จ)
                วัสดุอุปกรณ์ที่จะต้องเตรียมสำหรับทำพิธี
                         1.) ถาดอลูมิเนียมหรือสแตนเลส
                         2.) ถางประทีป (ถ้าไม่มีจริงๆ สามารถใช้ เทียนไข แทนได้)
                         3.) ดอกดาวเรือง 2-3 ดอก จากนั้นฉีกเอาเฉพาะกลีบดอก
                         4.) กำยานรูปกรวย 1 ชิ้น
                วิธีจัดถาดอารตี
                         1.) โรยกลีบดอกดาวเรืองให้ทั่วทั้งถาด
                         2.) วางถางประทีปไว้กลางถาด
                         3.) วางกำยานไว้ด้านใดด้านหนึ่งใกล้ๆถางประทีป
           วิธีการอารตี
                         1.) จุดไฟที่กำยานและถางประทีป
                         2.) ร้องเพลงอารตีขององค์พระพิฆเนศ หรือ เปิดเพลงบทอารตีให้ท่านก็ได้
                         3.) ทำการเวียนถาดตามเข็มนาฬิกา โดยระดับของถาดไล่ไปตามระดับเริ่มจากระดับพระบาท (เท้า) ขององค์เทวรูป หมุนวนตามเข็มนาฬิกาทั้งหมด 3 รอบ จากนั้นไต่ระดับไปที่พระอุระ (หน้าอก) ขององค์เทวรูป หมุนวนตามเข็มนาฬิกาทั้งหมด 3 รอบ จากนั้นไต่ระดับไปที่พระเศียร (ศรีษะ) ขององค์เทวรูป หมุนวนตามเข็มนาฬิกาทั้งหมด 3 รอบ และสุดท้ายให้หมุนวันถาดตามเข็มนาฬิกา โดยให้หมุนเป็นวงกว้างครอบทั้ง องค์เทวรูปหรือโต๊ะบูชา
    ** ในขั้นตอนนี้หากมีผู้ร่วมอารตีกับเรา สามารถให้ท่านอื่นหมุนวนถาดไปจนกว่าจบบทสวด(จนเพลงจบ)
                        4.) นำถาดอารตีวางไว้หน้าแท่นบูชาองค์เทพ พร้อมกับนำมือกอบควันไฟ เข้าหาตัว เข้าหาหน้าของเรา แล้วภาวนาว่า..."โอม" ขณะกล่าวคำว่าโอมให้ลากเสียงยาวๆ โดยทำ 3 ครั้ง (อาจจะไม่ตรงกับแบบฉบับอื่นๆ )
                        5.) กรุณาเฝ้าถาดที่มีไฟอยู่ ให้ไฟดับเสียก่อน เพราะไฟไหม้อาจไหมได้ ถ้าไม่มีคนนั่งเฝ้า ถ้าไม่สะดวกให้ดับถางประทีปที่จุดไฟ (เฉพาะถางประทีปอย่าดับกำยาน) ด้วยน้ำ หรือลม...ตรงจุดนี้องค์เทพท่านเข้าใจว่าเป็นการอารตีส่วนบุคคล ซึ่งมีข้อจำกัดทางด้านเวลาและสถานที่
        นายรัตตพล สุวรรณโชติ แกนนำคนหัวใจเพชรและครูภูมิปัญญาชุมชนประวัติศาสตร์เมืองเวียงกล่าวทิ้งท้ายว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นการบูรณการร่วมกันของภาคีเครือข่ายเพื่อสร้างการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์อย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย ห่างไกลปัจจัยเสี่ยง รวมถึงเพื่อนำเสนอสินค้า ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมในท้องถิ่นให้กับสารธารณะได้รับรู้ อีกทั้งเด็ก-เยาวชน ที่เป็นแกนนำเยาวชนในพื้นที่ก็มีความหวงแหนและเป็นเจ้าของพื้นที่ ในขณะที่ต้องขับเคลื่อนตนเองให้เท่าทัน เรื่องเหล้า-บุหรี่และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆด้วย
  • ตะวันออกบอกรักผ่าน “หนูจุก”

    ตะวันออกบอกรักผ่าน “หนูจุก”

    ตัวแทน สคล.ตะวันออก เลือก “หนูจุก” เป็นสื่อกลางมอบความรักความอบอุ่นให้เด็กๆ

    เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2566

    สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดจันทบุรี กำหนดจัดงานวันเด็กแห่งชาติเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2566 ที่ผ่านมา โดยมีประชาคมจังหวัดจันทบุรีร่วมออกบูธกิจกรรมและแจกของรางวัลให้กับน้องๆ ที่มาร่วมงาน พร้อมหน่วยงานภาคเอกชนกว่า 50 รายร่วมมอบความสุข

    นอกเหนือจากกิจกรรมการออกบูธดังกล่าวแล้ว สคล.ตะวันออก ยังได้ส่งตัวแทน “หนูจุก” มอบอ้อมกอดให้หนูๆ น้องๆ ได้รับความสุขพร้อมส่งมอบความรู้สึกดีๆ ผ่านกันและกัน แม้อากาศภายในงานจะร้อนอบอ้าว แต่ระหว่างรอยกอดนั้นเกิดความสุขและความอบอุ่นอยู่ภายใน จึงทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองต่างพาลูกๆ หลานๆ ต่อคิวเพื่อรับพลังบวกจากหนูจุกด้วย

    ภายใต้ชุดมาสคอตหนูจุกหน้าตาสดใสพร้อมรอยยิ้มที่น่ารักคือ แจน-รพีกัญญ์ จันทร์อารักษ์ เจ้าหน้าที่ สคล. ตะวันออก ให้สัมภาษณ์ว่า “อากาศภายในงานร้อนกว่าที่คาดไว้ แต่การใส่ชุดมาสคอตท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว ทำให้อุณภูมิข้างในร้อนกว่าภายนอกถึง 3 เท่า แต่หากได้อยู่ในที่อุณภูมิที่ต่ำลงกว่านี้อาจทำให้สวมชุดได้นานกว่า ระหว่างนี้แนะนำให้ใช้สเปรย์ลดอุณภูมิที่ช่วยลดความร้อนได้ดีและรวดเร็วกว่า”

    “แต่บรรยากาศวันเด็กในครั้งนี้มีความสุขเกิดขึ้นภายใน เพื่อมอบความสุขและความรู้สึกดีๆ ให้กับน้องๆ ที่ต่อคิวยาวไม่ขาดสายตั้งแต่หนูจุกเริ่มปรากฎตัวขึ้นในงาน ยิ่งทำให้ใจฟูขึ้น อุณภูมิที่สูงขึ้นจึงเป็นตัวชี้วัดระดับความสุขที่เกิดขึ้นในใจได้อีกด้วย เป็นทุกนาทีที่ประทับใจมากจริงๆ”

    “ทุกครั้งที่ได้ใส่ชุดมาสคอต จะคิดเสมอว่าเรากำลังนำสารตั้งต้นความสุขไปมอบให้กับอีกหลายๆ คน ถึงแม้ว่าชุดนี้จะไม่ได้รับความนิยมอย่างเช่นตัวการ์ตูนอื่นๆ แต่แจนเชื่ออย่างที่สุดว่าชุดมาสคอตหนูจุกนี้แหละคือสื่อกลางที่นำพารอยยิ้มและความประทับใจให้เกิดขึ้นได้ทุกที่อย่างแน่นอน และมันเป็นอย่างนั้นมาเสมอ”

    แม้วันเด็กปีนี้จะจบลงไปแล้ว แต่ความประทับใจและความอบอุ่นจากอ้อมกอดของหนูจุกจะยังตราตรึงอยู่เสมอตลอดไป

  • YSDN ชลบุรี จากเด็กสู่เด็ก มอบรอยยิ้ม พลัง ความหวังดี

    YSDN ชลบุรี จากเด็กสู่เด็ก มอบรอยยิ้ม พลัง ความหวังดี

    ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2530 ให้ทุกภาคส่วนในสังคม มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมฉลองวันเด็กแห่งชาติ เป็นประจำทุกปี ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้วันเสาร์สัปดาห์ที่สองของเดือนมกราคม เป็นวันเด็กแห่งชาติ และในปีนี้วันเด็กแห่งชาติตรงกับวันเสาร์ที่ 14 มกราคม 2566 โดยมีคำขวัญจากนายกรัฐมนตรี เพื่อเด็กๆ ทุกปี และปีนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้คำขวัญแก่เด็กๆ ว่า “รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่ความดี” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กและเยาวชน ต้องรู้บทบาทหน้าที่ของตนในการศึกษาเพื่อเพิ่มพูนทักษะ ความรู้ ความสามารถ แสวงหาประสบการณ์ที่หลากหลายตามความถนัดและความสนใจอยู่เสมอ รวมทั้งมุ่งหวังให้เด็กทุกคนมีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ เคารพและเชื่อฟังคำสั่งสอนของบิดามารดา ครูอาจารย์ ปฏิบัติตามกฏกติกาทางสังคม มีความโอบอ้อมอารี ช่วยเหลือสังคมในทุกโอกาส สิ่งสำคัญคือการยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา และจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการบ่มเพาะให้เด็กและเยาวชนเติบโตเป็นคนดีของสังคมที่เปี่ยมด้วยคุณภาพและคุณธรรม เพื่อเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติและสังคมโลกต่อไป

    นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ร่วมเป็นประธานในงานวันเด็กแห่งชาติ จังหวัดชลบุรี ปี 2566 โดยมี นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และ นายวิทยา คุณปลื้ม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี ร่วมในพิธี ณ สนามหน้าศาลากลางจังหวัดชลบุรี บรรยากาศภายในงานคับคั่งไปด้วยเด็กๆ พร้อมบูธจากหน่วยงานราชการ และภาคเอกชน ที่มาตั้งแจกของรางวัลให้เด็กๆ พร้อมกิจกรรมมากมาย

    ในครั้งนี้ทีมน้องเยาวชน YSDN จังหวัดชลบุรี ออกแบบบูธกิจกรรมเพื่อสร้างรอยยิ้มและสีสันให้กับเด็ก ๆ ที่มาเข้าร่วม โดยเป็นกิจกรรมโยนห่วงมอบของขวัญ ถ่ายรูปร่วมกับมาสคอตหนูจุกสัญลักษณ์ประจำเครือข่ายองค์กรงดเหล้า และจุดไฮไลท์คือ “ กระดานภาพฝัน โตขึ้นฉันอยากเป็นอะไร ” เพื่อเข้าร่วมพูดคุยกับน้องๆถึงความฝันในอนาคตที่อยากเป็น การพูดคุยครั้งนี้ ได้รับรู้ถึงความฝันของน้องๆตั้งแต่อาชีพสุดฮิต คุณหมอ คุณครู พยาบาล ตำรวจ รวมถึงความใฝ่ฝันใหม่ๆที่น่าสนใจ อย่างเกมเมอร์ นักเขียน นักกีฬาทีมชาติ หรือแม้แต่น้องๆมัธยมปลายที่อยากมีที่เรียน กิจกรรมนี้ไม่ได้ช่วยเพียงแค่การจุดประกายฝันของน้องๆที่มาเข้าร่วมบูธเท่านั้น แต่เป็นการเติมเต็มฝันของน้อง ๆ YSDN เองที่จะได้สร้างความสุขให้กับผู้อื่นรวมถึงตัวเองด้วย