Author: Chompoo Chompoo.tiw

  • สร้างความดีที่คนด้วยทศพิธราชธรรม ถวายเป็นพระราชสักการะแด่..พ่อของแผ่นดิน

    สร้างความดีที่คนด้วยทศพิธราชธรรม ถวายเป็นพระราชสักการะแด่..พ่อของแผ่นดิน

    สพฐ. สสส. สคล. ร่วมกับ เครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอน ขับเคลื่อนงานก้าวที่ 2 โรงเรียนเรียนคำพ่อสอน

    มุ่งนำทศพิธราชธรรม พร้อมนำโคกหนองนาโมเดล วางรากฐานชีวิตเด็ก เยาวชน รับมืออบายมุขและวิกฤตโลก

    ถวายเป็นราชสักการะ ในวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2564

    เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2564 สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ เครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอน ได้ขับเคลื่อนกิจกรรมก้าวที่ 2 ของโรงเรียนคำพ่อสอน (ผ่านระบบออนไลน์) โดยน้อมนำคำสอนของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้านการศึกษา และการใช้ชีวิตไม่ให้ตกเป็นทาสอบายมุข มาสู่ภาคปฏิบัติในโรงเรียน เพื่อแก้ปัญหาด้านการศึกษา และปัญหาอบายมุขควบคู่กันไป

           ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กล่าวว่า โครงการโรงเรียนคำพ่อสอน เริ่มขึ้นเป็นก้าวที่ 1 เมื่อปี 2559 เนื่องใน 70 ปีการครองราชย์ ที่น้อมนำคำสอน ด้านการพัฒนาการศึกษา ได้แก่ ให้ครูรักเด็กและเด็กรักครู ให้ครูสอนเด็กให้มีน้ำใจต่อกัน ไม่ให้แข่งขันกัน แค่แข่งกับตัวเองพอ ให้คนที่เรียนเก่งกว่าสอนเพื่อนที่เรียนช้ากว่า ให้ครูสอนเด็กให้ทำงานร่วมกันเพื่อเห็นคุณค่ะของความสามัคคี และด้านการใช้ชีวิตไม่ให้ตกเป็นทาสอบายมุขเพื่อพึ่งตัวเองและเป็นที่เชือถือของคนอื่น ต้นแบบ รุ่นที่ 1 ซึ่งมีโรงเรียนเข้าร่วม 27 แห่ง ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จที่ดีในพื้นที่ดำเนินงาน  และในปี 2564 จึงได้กำหนดทิศทางการขับเคลื่อนก้าวที่ 2 ของโรงเรียนคำพ่อสอน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนเพื่อรับมือกับวิกฤตดังกล่าวไว้ 2 แนวทางร่วมกันคือ 1.) น้อมนำหลักธรรมทศพิธราชธรรม ซึ่งเป็นหลักธรรมที่ รัชกาลที่ 9 ได้ทรงประพฤติปฏิบัติเป็นแบบอย่างให้กับคนไทยมาตลอด70 ปี ปลูกฝังพฤติกรรมที่ครอบคลุมให้เกิดความเข้มแข็งของจิตใจ ในพฤติกรรมตนเอง และพฤติกรรมต่อผู้อื่น 2.) ปลูกฝังเรื่องการพึ่งตนเอง ด้านการเกษตรด้วยโคก หนอง นา โมเดล เพื่อสร้างนิสัยการเป็นผู้ผลิต เริ่มตั้งแต่นักเรียนระดับชั้นอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย การปลูกฝังสิ่งเหล่านี้แต่วัยเยาวอย่างต่อเนื่องจะเกิดความเข้มแข็งภายในจิตใจและเกิดความภาคภูมิใจในตนเองที่เป็นภูมิคุ้มกันให้ชีวิตในทุกด้าน ได้จัดทำเป็นคู่มือกระบวนการเรียนรู้ ที่ผูกโยงเรื่องราวในสมัยทรงพระเยาว์และการทรงงานต่างๆของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่ลงมือปฏิบัติจริงของนักเรียน

    พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต ที่ปรึกษาโครงการกล่าวว่า ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทศพิธราชธรรม จำเป็นมากต่อชีวิตที่ดีงามและอยู่เย็นเป็นสุขไกลจากเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ การที่เครือข่ายองค์กรงดเหล้านำเอาทศพิธราชธรรมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในการเรียนรู้ของนักเรียนของเยาวชนเป็นเรื่องที่น่าอนุโมทนา เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่อาจจะมากกว่าวิชาความรู้ เพราะหากปราศจากวิชาชีวิตก็อาจเอาตัวไม่รอดอย่างที่มีคำพูดที่ว่าความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด แต่ถ้าเป็นความรู้ในวิชาชีวิตจะช่วยทำให้อยู่ในโลกนี้ได้อย่างผาสุกและทำประโยชน์ให้กับเพื่อนมนุษย์ได้อย่างกว้างขวาง และนี่คือสิ่งหนึ่งที่โรงเรียนและสถาบันการศึกษาควรให้ความสำคัญ และทศพิธราชธรรมมิใช่ธรรมะที่เป็นนามธรรมแต่มีแบบอย่างของผู้ที่ปฏิบัติเป็นรูปธรรมที่เกิดผลกระทบเกิดคุณประโยชน์มากมายท่านผู้นั้นคือในหลวงรัชกาลที่ 9  นั่นเอง

    ส่วนมุมมองของ นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ สื่อมวลชนและผู้ทรงวุฒิ สสส. กล่าวว่า โรงเรียนคำพ่อสอน เป็นการเริ่มต้นของการสร้างปัญญา เพราะโรงเรียนจะเป็นเบ้า หล่อหลอมให้เด็กเติบโตขึ้นมาเป็นคนดีของสังคม ถ้าเราสร้างสิ่งเหล่านี้เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งได้ สังคมของเราในอนาคตภายภาคหน้าเราก็จะได้เห็นสังคมที่เป็นสังคมที่มีความสุขความขัดแย้งความรุนแรงลดลง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก สิ่งเหล่านี้เริ่มจาก จุดเล็กๆ แล้วก็ขยายออกมาเป็นเครือข่าย ปี 2554 ตอนนี้ก็มี ไม่ต่ำกว่า 350 โรงเรียนแล้ว โรงเรียนแล้ว ซึ่งต้องเร่งขยายผล อีกทั้งเรื่องของเน้น คุณภาพด้วย.

    อาจารย์บุญนำ หมีนยะลา ผอ.โรงเรียนบ้านนาม่วง สพป.สงขลา เขต 3 กล่าวว่าได้มีโอกาสย้ายมาทำงานจึงเริ่มเรียนรู้องค์กร เป็นหนึ่งในโรงเรียนคำพ่อสอน จึงคิดว่าจะต้องสานงานจุดนี้ให้ได้ แล้วต้องก่องานเพิ่ม และปีนี้ก็เข้าสู่ ก้าวที่ 2 ของโรงเรียนคำพ่อสอน ก็คือการทำโคกหนองนา ซึ่งมันติดตรงที่ไม่สามารถ เปิด on site ได้  จึงมีการประชุมกันว่าถ้าเราจะสานงานตรงนี้ได้ ปีนี้คุณครูอาจจะต้องเหนื่อยกันสักหน่อย เพราะเราไม่สามารถจะให้ชุมชนหรือนักเรียนเข้ามามีส่วนร่วมได้ การทำโคกหนองนาเราเริ่มจากความเพียร สู่ความอดทน ความไม่เบียดเบียน การแบ่งหน้าที่เพื่อทำตามกิจกรรมนั้นๆได้ ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน เราจึงทำให้ทศพิธราชธรรมและโคกหนองนา เรียนรู้ไปในแบบคู่ขนานโดยแยกออกจากกันไม่ได้ เนื่องจากตอนนี้หลายสถานที่หลายพื้นที่ก็เจอเรื่องวิกฤตโควิดเข้าไป และสำหรับโรงเรียนบ้านนาม่วง เราก็สามารถผ่านวิกฤตตรงนี้ได้ หนึ่งก็คือเรื่องหลักเกษตรโคกหนองนา ทำนา การเกษตรเป็นวิถีอยู่แล้ว หากเกิดการล็อคดาวน์หรือสถานการณ์อีก เชื่อว่าครอบครัวโรงเรียนบ้านนาม่วง จะสามารถนำไปดำรงชีวิตต่อได้

    ด้าน ดร.บรรเจอดพร สู่แสนสุข รองผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรม สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า ฐานคิดของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (หลักสูตรฐานสมรรถนะ) เป็นการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน พัฒนาให้ผู้เรียนเกิดสุขภาวะ พัฒนาสมรรถนะที่จำเป็นเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต การแก้ปัญหา พัฒนาผู้เรียนให้รู้เท่าทันและสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมและความก้าวหน้าทางวิทยาการ ลักษณะเด่นของกระบวนการเรียนรู้ทศพิธราชธรรมของโรงเรียนคำพ่อสอนมิใช่สอน แต่เป็นการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่ใช้ได้จริง ซึ่งทำให้เด็กได้กลับมาเห็นตัวเอง รู้จักการจัดการตนเอง ทั้งเรื่องกายอารมณ์และสังคม มีการแบ่งปัน เป็นการคิดขั้นสูง คิดที่จะช่วยเหลือคนอื่นๆ การเข้าอยู่ร่วมในสังคม และการช่วยเหลือคนอื่น อีกทั้งเรื่องของสมรรถนะการสื่อสาร เป็นสิ่งจำเป็นในยุคปัจจุบันและโลกอนาคต สื่อสารเทคโนโลยี การสื่อสารกับชุมชน สื่อสารกับผู้ปกครอง สื่อสารกันเองหรือการสื่อสารกับใจตัวเองด้วย ด้วยที่โรงเรียนคำพ่อสอนได้มีการรวมพลัง ทำงานเป็นทีม คือการมีเป้าหมายเดียวกันไม่ต้องมาทำงานใกล้กัน แต่การรวมพลังทำงานเป็นทีม สามารถเป็นแบบอย่างให้สถานศึกษาต่างๆ ต่อไปได้

    ขณะที่นายวิชิต จิตเกษม ผู้ปกครองนักเรียน โรงเรียนบ้านนาม่วง เล่าว่า การทำโคกหนองนา เท่าที่เราทดลองดู คิดว่ามันตอบโจทย์ เพราะชุมชนเราก็มีวิถีชีวิตของการทำนาอยู่แล้ว เป็นวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับอาชีพของคนในชุมชนจริงๆ ในการเรียนการสอนก็สามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ เราไม่ได้อยากให้ลูกเราต้องเก่งมากมาย แต่เราคาดหวังให้ลูกๆ ใช้ชีวิตโดยเข้ากับคนอื่นได้ รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคนดีของสังคม และการทำงานโคกหนองนาร่วมกับประเด็นของทศพิธราชธรรม ทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและชุมชน ก็นับว่าตอบโจทย์ของการอยู่ร่วมกันอยได้อย่างเป็นสุข.

    ทั้งนี้ โครงการจะเริ่มใช้ คู่มือกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวทั้งหมดนี้ ที่โรงเรียนคำพ่อสอนต้นแบบ รุ่น 1-2 จำนวน 27 โรงเรียน โดยจะร่วมมือกับ สพฐ. เพื่อเผยแพร่ ไปยัง 225 เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ซึ่งจะมีการทำวิจัยติดตามผลโดยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และเปิดให้โรงเรียนทั่วประเทศสามารถดาวน์โหลด เพื่อนำไปจัดการเรียนรู้ให้นักเรียน ได้ในเวปไซต์ : ที่โรงเรียนคำพ่อสอน.com  โดยจะเริ่มเปิดให้ดาวน์โหลดในวันเด็กแห่งชาติ พ.ศ.2565 เพื่อเป็นของขวัญวันเด็กที่มีคุณค่าจากสิ่งที่พ่อของแผ่นดินมอบให้ และขอน้อมถวายเป็นพระราชสักการะในวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม  พุทธศักราช 2564 นี้.

  • ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากน้ำเมาในอดีต พลิกชีวิตให้มาทำงานอาสา หวัง..ยุติความรุนแรง

    ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากน้ำเมาในอดีต พลิกชีวิตให้มาทำงานอาสา หวัง..ยุติความรุนแรง

    เนื่องในวันยุติความรุนแรงสากล 25 พฤศจิกายน นี้ เครือข่ายงดเหล้า ซึ่งรณรงค์ชวน ช่วย เชียร์ให้ลดละเลิกดื่มเหล้าในชุม ชนสู้เหล้ากว่า 400 แห่งทั่วประเทศ ขอยกเอาอุทาหรณ์(กำนันรุ่ง) นายภัทรพงษ์  กิตติวิริยะพันธุ์ อดีตกำนันตำบลบ้านโข้ง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ขณะนี้เป็นผู้ประสานงานประชาคมงดเหล้าจังหวัดสุพรรณบุรี ได้เล่าถึงเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวตนเองจากน้ำเมา และขณะนี้ขออาสาแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาด

    นายภัทรพงษ์เล่าว่า ครอบครัวมีอาชีพทำไร่ พ่อมีอาชีพรับจ้างขับรถสิบล้อรับส่งอ้อย และพ่อก็เป็นนักดื่มตัวยง เมื่อรับเงินค่าจ้างก็ได้ไปรับผมที่โรงเรียน แต่ก็พาผมแวะบ้านเพื่อน ไปนั่งดื่มเหล้ากับเพื่อนก่อนกลับบ้านแทบทุกวัน ผมเองหลังจากกลับมาดึกๆกับพ่อแล้ว ก็จะถูกบังคับให้มาอ่านหนังสือให้ฟัง ไม่อ่านก็จะถูกดุว่า อาจมีลงไม้ลงมือบ้าง แต่บ่อยครั้งที่พ่อเมากลับบ้านและทะเลาะกับแม่ เพราะพ่อเมาและขับรถมอเตอร์ไซด์ล้ม กลับไม่ถึงบ้านอยู่บ่อยครั้ง และแม่ต้องออกไปช่วยพยุงเข้าบ้านทุกครั้ง จึงเป็นชนวนที่ทำให้แม่กับพ่อต้องทะเลาะกัน ลงไม่ลงมือกัน เพราะความที่พ่อเมา อาจด้วยแม่มีความห่วงใยในความปลอดภัย ของพ่อรวมถึงตัวผมด้วย  สิ่งสำคัญคือเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้าน เกิดเรื่องปัญหาความเป็นอยู่ที่ขาดแคลน เมื่อครั้งที่น้องป่วยพ่อไปขอยืมเงินญาติๆ แต่ไม่มีใครให้ยืมเพราะคิดว่าจะเอาเงินไปกินเหล้า เพราะเมาจนไม่มีใครเชื่อ

    จุดเปลี่ยนครั้งที่หนึ่ง คือ คุณพ่อได้ตั้งใจเลิกดื่มเหล้าเด็ดขาด จึงตัดสินใจพาครอบครัวย้ายที่อยู่ไปเป็นโฟร์แมนรับเหมางานที่จังหวัดสมุทรปราการ หลังจากที่พ่อเลิกดื่มเหล้า ก็ทำให้ชีวิตครอบครัวเรามีความอบอุ่น เรื่องการเงินในครอบครัวดีก็ขึ้นเป็นลำดับ ไม่มีการทะเลาะดุด่าในครอบครัวอีกเลย

    นายภัทรพงษ์กล่าวต่อว่า ส่วนชีวิตในวัยรุ่นของผมมีบางสิ่งซึมซับจากพ่อ เรื่องการดื่มเหล้า มันเป็นภาพจำในสมัยเด็กที่พ่อเมากลับบ้านทะเลาะกับแม่ แล้วแม่ก็นั่งร้องไห้ ในวัยนั้นอาจจะยังคิดไม่ได้ เพราะการดื่มกลายเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ชาย เมื่ออายุ 18 ปี ผมเริ่มดื่มเหล้าและเพื่อนก็พาไปทุกรูปแบบ ทั้งยาเสพติดและการพนัน เงินค่าจ้างวิ่งรถเดือนละ 30,000 บาทไม่มีเหลือเก็บ จนในที่สุดพ่อของผมกลายเป็นคนที่ให้สติผม คอยเตือนให้คิดเสมอ ครั้งที่เกิดความสะเทือนใจอย่างมาก ผมต้องเสียน้องชายไปเพราะเหล้า ครั้งนั้นน้องชายไปดื่มเหล้ากับเพื่อนและมีวัยรุ่นยกพวกตีกัน น้องผมนั่งดื่มกันอยู่ก็วิ่งหนีแต่ไปลื่นล้มบนถนนทำให้รถชนจนเสียชีวิต จากวันนั้น ทำให้ผมตั้งใจเลิกเหล้าและอบายมุขทุกอย่าง ทำมาหากินเก็บเงิน

    เมื่อวันที่ผมได้แต่งงาน ผมตั้งปณิธานเลยว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวอบายมุขและจะไม่ให้เกิดการมีปากเสียง ไม่ทะเลาะหรือทำให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว เพราะไม่อยากให้ลูกๆ ได้ซึมซับปัญหาต่างๆ เพราะเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นนั้นมันเป็นบทเรียนที่ทำให้เราได้เรียนรู้ ได้เห็นผลลัพธ์ ที่ไม่ควรเกิดขึ้นซ้ำๆอีก  เมื่อปี 2545 ได้รับเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน และได้รับโอกาสอีกครั้งในการได้รับเลือกเป็นกำนันในปี 2547 

    ปัจจุบันผมตั้งใจทำงานจิตอาสา คอยช่วยเหลือสังคม ช่วยคนในชุมชน โดยเฉพาะเรื่องชวนคนเลิกเหล้า เพราะจากประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมา ผมไม่อยากให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นกับครอบครัวของผม กับลูก และภรรยาของผม และไม่ควรเกิดขึ้นกับครอบครัวอื่นๆอีก ผมคิดว่าความสุข ความอบอุ่นในครอบครัวเกิดขึ้นได้ หากเรามีสติในการใช้ชีวิต ผมพยายามรณรงค์ ตั้งประเด็นในการทำงานพื้นที่ต่างๆเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนการทำงานประเด็นงดเหล้าและผลกระทบต่างๆ และแนวทางการป้องกัน เพื่อยับยั้งความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในครอบครัว และในสังคมของเรา จนกลายเป็นบ้านที่ปลอดภัย สังคมที่เป็นสุขในที่สุด

    การไม่ยุ่งเกี่ยวกับเหล้าเบียร์สิ่งมึนเมาจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่จะไม่ใช้ความรุนแรง เพราะยังมีสติ รู้จักยับยั้งชั่งใจ ขอฝากให้ผู้ชายทุกคนอย่าได้ก้าวพลาดอย่างที่ผมเคยเป็นมาแล้ว โดยการลด ละ เลิกเหล้าเบียร์ อบายมุขเพื่อลดการใช้ความรุนแรงในโอกาสวันรณรงณ์ยุติความรุนแรงปีนี้ นายภัทรพงษ์กล่าวทิ้งท้าย

  • คุย เที่ยว กิน : วิถีถิ่นริมเจ้าพระยา

    คุย เที่ยว กิน : วิถีถิ่นริมเจ้าพระยา

    ท่องเที่ยวชุมชนปลอดภัย ลดปัจจัยเสี่ยง เลี่ยงโควิด

    สสส. และเครือข่ายงดเหล้า ร่วมกับภาคีชุมชนกุฎีขาว จัดกิจกรรม คุย เที่ยว กิน : วิถีถิ่นริมเจ้าพระยาสายเก่า ในย่านกะดีจีน ธนบุรี กรุงเทพฯซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่กว่า 200 ปี เป็นกิจกรรมเที่ยวชมความคลาสสิก เยือนถิ่นชาวโปรตุเกส ชมบ้านวินเทจ มัสยิดเก่า และวัดจีน ที่เป็นสถาปัตยกรรมงานปูนปั้นในยุคกรุงธนบุรี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 3 ศาสนา(พุทธ คริสต์ อิสลาม) 4 ความเชื่อ (พุทธเถรวาท พุทธมหายาน คริสต์ และมุสลิม) ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่ชวนให้ทุกคนอยากมาสัมผัสเที่ยวชมวิถีถิ่น

    ชุมชนกุฎีขาว คลองบางหลวง ย่านกะดีจีน เป็นชุมชนย่านประวัติศาสตร์ที่มีความเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยชุมชนเล็กๆ 6 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนวัดกัลยาณ์ ชุมชนกุฎีจีน ชุมชนวัดประยุรวงศ์ ชุมชนบุปผาราม ชุมชนกุฎีขาว และชุมชนโรงคราม และเป็นหนึ่งในชุมชนเก่าแก่ ที่ชาวไทยมุสลิมกลุ่มใหญ่มารวมตัวกันอยู่บริเวณปากคลองบางหลวง (ถนนอรุณอมรินทร์ตัดใหม่) โดยชุมชนมุสลิมที่นี่ได้ก่อร่างสร้างชุมชนมาพร้อมๆกับการตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ มีบรรพบุรุษของชาวชุมชนเป็นแขกจาม (ชาวมุสลิมจากอาณาจักรจัมปาในเขมร ที่เข้ามาเป็นกองอาสาจาม) และแขกแพ (ปลูกแพอยู่) ที่อพยพมาจากอยุธยาเมื่อคราวกรุงแตกชุมชนกุฎีขาว(มัสยิดบางหลวง) และอยู่ร่วมกันมาอย่างสันติสุขตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีจวบจนปัจจุบัน

    นายธีรนันท์ ช่วงวิชิต ประชาคมย่านกะดจีน-คลองสาน กล่าวว่า จากจุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวโดยชุมชน เกิดจากเป็นพื้นที่ศึกษาดูงานเป็นลักษณะ Case study ในเชิงของพหุวัฒนธรรม เป็นชุมชนที่มีประชาชนอาศัยอยู่หลากหลายศาสนา หลากหลายทางวัฒนธรรม ที่แต่มีความเป็นอยู่อย่างมีความสุข โดยย่านกะดีจีนจะมีจุดเด่นของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนในเขตเมืองใหญ่ อย่างเช่นกรุงเทพฯ  เนื่องจากเป็นวิถีของความเป็นชนบทที่ตั้งอยู่ในเมือง ง่ายต่อการจัดการ มีความร่วมมือกันเพราะชุมชนอยู่ร่วมกันในรูปแบบของความเป็นชนบทมีความเกื้อกูลกัน มีกระบวนการของการเรียนรู้ร่วมกันในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การประชุมกลุ่มย่อย  การพูดคุยอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ การใช้ความสุขเป็นตัวชี้วัดในการจัดการแทนเงินทอง ซึ่งเป็นการอยู่ร่วมกันโดยปราศจากความขัดแย้งของคนในชุมชน

    สำหรับมัสยิดบางหลวง เป็นสถาปัตยกรรมที่มีรูปแบบคล้ายพระอุโบสถและพระวิหารทรงไทย “หนึ่งเดียวในโลก” ซึ่งเป็นรูปแบบพระราชนิยมในสมัยนั้น สันนิษฐานกันว่าได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์หลายครั้ง และสร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3  โดยอาคารมีการประยุกต์และเปลี่ยนแปลงพื้นที่ใช้สอยรวมถึงการประดับตกแต่งที่เหมาะสมและสอดคล้องกับท้องถิ่น

    นางสาวมาลัย มินศรี ผู้ประสานงานวัฒนธรรมสร้างสุขท่องเที่ยวปลอดภัย กล่าวว่า การจัดงาน “คุย กินเที่ยว วิถีถิ่นริมเจ้าพระยา (สายเก่า)” ครั้งนี้ เป็นหนึ่งในกิจกรรมท่องเที่ยวชุมชนปลอดภัย ลดปัจจัยเสี่ยง เลี่ยงโควิด เป็นการจัดการท่องเที่ยวการกุศล เพื่อหารายได้เข้าศูนย์จริยธรรมคุณธรรมมัสยิดบางหลวง เป็นการบริหารจัดงานท่องเที่ยว โดยเน้นให้ชุมชนรวมตัวกันจัดการด้วยตนเอง เนื่องจากต้องการเผยแพร่ให้นักท่องเที่ยว เกิดความเข้าใจในวัฒนธรรมของชุมชนต่างๆ และที่ชุมชนกุฎีขาวเป็นชาวมุสลิม ซึ่งจะเป็นการสื่อสารวัฒนธรรมของชาวมุสลิม ซึ่งภายในงานจะมีกิจกรรมการท่องเที่ยวที่หลากหลาย อาทิ กิจกรรมภาพเก่าเล่าเรื่อง ล่องเรือชมสองฝั่งคลองบางหลวง(เจ้าพระยาสายเก่า) ชมนิทรรศการเพื่อการแสวงหาความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมมุสลิม ตั้งแต่เปลนอน จนกระทั่งถึงหลุมฝังศพ มีลานวัฒนธรรมชุมชน Street Art และชมการแสดงลิเกฮูลู กระบี่-กระบอง กลองรำมะนา ลิ้มลองรสชาติของเครื่องดื่ม และอาหารวิถีถิ่น  ทั้งนี้มีการประกวด “ของกินมุสลิมฝั่งธนฯ : ซุปหางโค และยังมีเวทีเสวนา “ศาสตร์/ศิลป์ในแขก” เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ สำหรับมัสยิดบางหลวง เป็นสถาปัตยกรรมที่มีรูปแบบคล้ายพระอุโบสถและพระวิหารทรงไทย หนึ่งเดียวในโลก ซึ่งเป็นรูปแบบพระราชนิยมในสมัยนั้น สันนิษฐานกันว่าได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์หลายครั้ง และสร้างขึ้นใหม่ โดยอาคารมีการประยุกต์และเปลี่ยนแปลงพื้นที่ใช้สอยรวมถึงการประดับตกแต่งที่เหมาะสมและสอดคล้องกับท้องถิ่น ซึ่งยังคงเก็บรักษาไว้เพื่อเป็นมรดกทางวัฒนธรรมสืบต่อไป

    ซึ่งการเที่ยวชมงานครั้งนี้ ทางผู้จัดมีมาตรการดูแลความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว ผู้มาเที่ยวชมงาน โดยก่อนเข้างานขอให้นักท่องเที่ยงแสดงหลักฐานผ่านการฉีดวัคซีนมาเรียบร้อยแล้ว และลงทะเบียน ไทยชนะ พร้อมกับการวัดอุณหภูมิ ล้างมือด้วยแอลกอฮอล์ ตามมาตรการทางสาธารณสุขเพื่อความปลอดภัย

  • เครือข่ายงดเหล้า จับมือ 3 หน่วยงานหลักในจังหวัดน่าน ปูพรหมปลูกพลังบวกเด็กปฐมวัยในทุกโรงเรียนทั้งจังหวัด

    เครือข่ายงดเหล้า จับมือ 3 หน่วยงานหลักในจังหวัดน่าน ปูพรหมปลูกพลังบวกเด็กปฐมวัยในทุกโรงเรียนทั้งจังหวัด

    หวังสร้างภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงเหล้า บุหรี่ ยาเสพติดเปลี่ยนค่านิยมสังคมใหม่ หลังสถิตินักดื่มของจังหวัดฯ ติดอันดับต้นๆ ของประเทศ

    วันที่ 17-20 พฤศจิกายน 2564 ณ​ โรงแรมเวียงแก้ว​ จังหวัดน่าน​  สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าและ สสส. จัดประชุมทำคู่มือนิเทศก์เสริมพลังและพัฒนาหลักสูตร เพื่อพัฒนาวิทยากรแกนนำระดับภูมิภาค ในโครงการปลูกพลังบวกสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง (เหล้า-บุหรี่) สำหรับเด็กปฐมวัย โดย ดร.วีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้เกียรติเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาหลักสูตรครั้งนี้

    ดร.วีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ปัญหาจากเหล้า บุหรี่ และยาเสพติดเป็นปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อชีวิตและการเรียนรู้ของนักเรียนตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งโครงการปลูกพลังบวกได้ดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว จำเป็นต้องพัฒนาจัดคู่มือนิเทศก์เสริมพลังและพัฒนาหลักสูตรพัฒนาวิทยากรแกนนำระดับภูมิภาค ทางกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้ละเลยเรื่องของการสร้างพลังบวกฯ ของครู  ซึ่งเมื่อครูมีพลังบวกฯ ก็จะมีพลังไปสื่อสารไปยังเด็กและเด็กๆก็สื่อสารไปสู่ผู้ปกครอง ตลอดจนมีการขยายผลไปยังชุมชนที่อยู่โดยรอบสถานศึกษา เพื่อเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ก็จะสามารถช่วยแก้ปัญหาความรุนแรงและลดปัจจัยเสี่ยงจากเหล้า บุหรี่ อุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนได้

    นายวิสุทธิ์ ประกอบความดี ท้องถิ่นจังหวัดน่าน กล่าวว่า สสส.และเครือข่ายงดเหล้า ให้เกียรติจังหวัดน่าน เป็นจังหวัดนำร่อง ขณะนี้มีเข้าร่วมโรงเรียน 22 แห่ง และโรงเรียนท้องถิ่นอีก 9 แห่ง เป็นต้นแบบ ในปี 2564  เรามีแผนขยายผลสู่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก(ศพด.)  2 รุ่น (เม.ย.รุ่นที่ 1) (รุ่นที่ 2 ต.ค.)จำนวน  211 แห่ง ซึ่งปี 2565 มีแผนที่จะขยายผล เชื่อมให้ท้องถิ่นจังหวัดน่านจัดอบรมผู้ดูแลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต่อไป โดย เอาผู้อำนวยการกองการศึกษาทุกตำบล ใน 15 อำเภอ ไปนิเทศติดตามแบบเข้มข้น เพื่อให้มีศักยภาพในการพัฒนาเด็กเล็กเพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัจจัยเสี่ยงที่เกิดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อุบัติเหตุ ในอนาคตนี้ แนวทางในการดำเนินงานของท้องถิ่นจังหวัด จะมีนโยบายให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จำนวน 211 แห่ง เข้าร่วมโครงการนี้ จะใช้มาตรการเชิงบวก ที่ไหนทำได้ยอดเยี่ยมให้รับรางวัลให้เป็นแหล่งเรียนรู้ หลังเลือกตั้งนายกองค์กรปกครองท้องถิ่น จะมีการปฐมนิเทศนายกท้องถิ่นใหม่ จะให้ความรู้เรื่องโครงการปลูกพลังบวกฯ ใส่ในการประชุมเรื่องนี้เป็นวาระประจำติดตาม เพื่อการดำเนินการปลูกพลังบวกฯ ในจังหวัดน่าน มีนโยบายความรวมมือจาก 3 หน่วยงานจากชัดเจน และจะถ่ายทอดนโยบายลงสู่พื้นที่โดยหน่วยงานการศึกษา​ ศึกษาธิการจังหวัด​ ศึกษาธิการเขต​ สพป.น่านเขต​1 เขต​ 2​ และหน่วยงานสาธารณสุขน่าน และองค์กรท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องในจังหวัดน่าน

    ส่วนนพ.พงษ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน กล่าวว่า จังหวัดน่านมีสถิตินักดื่มอันดับต้นๆ ของประเทศ ในอดีตเราเคยอยู่ในอันดับที่หนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมามีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เช่น งานประเพณีต่างๆ จัดเป็นงานปลอดเหล้า เน้นการบังคับใช้กฎหมาย ขอความร่วมมือร้านค้าสถานประกอบการ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะลดค่านิยม และการปลูกฝังค่านิยมปฏิเสธการดื่มเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคล ซึ่งจะต้องเริ่มตั้งแต่เล็กมา ผมเป็นหมออยู่โรงพยาบาลน่าน จะเห็นสภาพของผู้พิการที่อายุยังน้อย ที่เป็นภาระของผู้ปกครอง จนเกิดปัญหาครอบครัวแตกแยกจากลูกพิการจากอุบัติเหตุ เมา ทะเลาะ วิวาท แต่ละปีมีจำนวนไม่น้อย ทางหน่วยงานสาธารณสุขไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามสื่อสารประชาสัมพันธ์ผลกระทบของโรคที่เกิดพฤติกรรม ไม่ออกกำลังกายทานหวานมัน เขาไม่มอง เหล้า บุหรี่ เป็นปัญหา ปัญหานี้ซับซ้อน เราต้องทำร่วมกัน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข องค์กรเอกชนและสสส. ประชาคม ควรทำงานร่วมกันอย่างยิ่งเริ่มที่เด็กปฐมวัยการทำงานในระดับจิตใต้สำนึก จะฝังให้เด็กมีพลังบวก กล้าปฏิเสธสิ่งไม่ดี และมีทักษะชีวิต พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันได้

    ทางด้าน นางมาลัย มินศรี ผู้จัดการโครงการปลูกพลังบวก กล่าวว่า ทั่วประเทศมีพื้นที่นำร่อง จำนวน 1682 แห่ง  มีจังหวัดที่ร่วมขับเคลื่อนเปลี่ยนทั้งจังหวัด ได้แก่ น่าน ศรีสะเกษ ราชบุรี ชุมพร  โดยความร่วมมือกับ 3 หน่วยงานหลักของจังหวัดน่าน จะทำให้ได้คู่มือการนิเทศน์ติดตามเสริมพลัง และคู่มือการการพัฒนาศักยภาพ ครู ก. ระดับภูมิภาค เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนโครงการปลูกพลังบวก เพื่อสร้างจิตสำนึก ภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง สำหรับปฐมวัย​ เพื่อแก้ปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์​ บุหรี่​ ​อบายมุข​และสร้างความปลอดภัย​ให้เด็กและเยาวชน​ทุกคน​ในประเทศ โดยใช้จังหวัดน่านเป็นจังหวัด​ต้นแบบ​

  • สคล. เตรียมยกระดับ..ปรับแผน งานควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก พร้อมขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาวะ

    สคล. เตรียมยกระดับ..ปรับแผน งานควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก พร้อมขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาวะ

    สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานประชุมแลกเปลี่ยนหารือแนวทางการทำงาน โดยได้มีการวางแผนงานโครงการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก ปี 2565 โดยนางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. และอาจารย์ศรีสุวรรณ ควรขจร ประธานกรรมการกำกับทิศทาง และคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1  ร่วมกิจกรรมการประชุมครั้งนี้ เพื่อแนะนำแนวทางพร้อมส่งกำลังใจให้กับบุคคลากรในเครือข่ายฯ ในวันที่ 12-14 พฤศจิกายน 2564  ณ ภูสักธาร รีสอร์ท จ.นครนายก

    นายธีระ วัชรปราณี  กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุม on site ครั้งแรกหลังจากสถานการณ์ โรคระบาดโควิด-19 นี้ เพื่อวางแผนการทำงาน ตลอดจนเป็นการสร้างขวัญกำลังใจสู่ความมุ่งมั่นและเพื่อส่งเสริมให้เกิดสร้างการเปลี่ยนแปลง โดยวางแนวทางการพัฒนา ซึ่งเน้นการปฏิบัติงาน ยกระดับการเป็นนักสื่อสารสุขภาวะ สร้างเสริมทางปัญญา ตามนโยบายของ สสส. และเครือข่ายองค์กรงดเหล้า เนื่องด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังคงมีความไม่นิ่ง ประกอบกับปัจจัยของความเสี่ยงจากโรคระบาดที่เกิดขึ้น จึงต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานการรณรงค์ให้ทันเหตุการณ์ มีการใช้สื่อโชเชียลมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญที่สุดขอให้ทุกท่านเติมพลังบวกและร่วมสร้างสรรค์สังคมที่ปลอดเหล้าปลอดอบายมุขต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

    นางสาวรุ่งอรุณ  ลิ้มฬหะภัณ รักษาการผู้อำนวยการ สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส.กล่าวในกิจกรรมการประชุมว่า การพัฒนาเครือข่ายในยุคสมัยสังคมโลกโซเซี่ยลนี้ เราอาจจะต้องตระหนักและคำนึงถึงบุคคลที่ประสบกับปัญหา อาจลองค้นหาแนวทางการทำงานใหม่ๆ เพื่อช่วยแก้ปัญหาสำหรับคนที่มีปัญหาจริงๆ และการทำงานอาจต้องมองหาเพื่อนจากมุมมองที่กว้างขึ้น  ลองหาวิธีการทำงานใหม่ๆ ในบริบทสังคมใหม่ๆ ซึ่งการทำงานร่วมกับ สสส. จะเป็นการขับเคลื่อนงานอย่างเป็นผู้ร่วมกันคิด ร่วมกันสร้าง เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม มุ่งให้เกิดสังคมสุขภาวะที่มั่นคงมากขึ้น

  • สคล. ถอดบทเรียนงานลอยกระทงปลอดเหล้า ชู 3 พื้นที่ต้นแบบ ผนึกกำลังกับท้องถิ่นขับเคลื่อนงานสู่ความสำเร็จ

    สคล. ถอดบทเรียนงานลอยกระทงปลอดเหล้า ชู 3 พื้นที่ต้นแบบ ผนึกกำลังกับท้องถิ่นขับเคลื่อนงานสู่ความสำเร็จ

    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และภาคีเครือข่ายได้จัดเสวนาออนไลน์ เพื่อทบทวนและระดมสมอง เกี่ยวกับการจัดงาน“ลอยกระทงปลอดเหล้าปลอดภัย ห่างไกลโควิด” ผ่าน FB live เครือข่ายงดเหล้า

    โดยนายศรีสุวรรณ ควรขจร กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การจัดงานลอยกระทงปลอดเหล้าที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิด “พื้นที่ปลอดภัย” เป็นการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลดทอนปัจจัยเสี่ยง งานลอยกระทงใน 3 พื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ ได้แก่ งานยี่เป็งจังหวัดเชียงใหม่ งานเผาเทียนเล่นไฟจังหวัดสุโขทัยและงานกระทงสายไหลประทีปพันดวงจังหวัดตาก พบว่าต่างก็เคยถูกใช้เป็นพื้นที่เพื่อโฆษณาสื่อสารการตลาดของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่เคยเต็มไปด้วยความเสี่ยงความไม่ปลอดภัยจากเหตุทะเลาะวิวาทจากคนเมา แต่การขับเคลื่อนที่ผ่านมาโดยการจัดงานลอยกระทงแบบปลอดเหล้า ทำให้งานลอยกระทงของทั้งสามจังหวัดนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก กลายเป็นงานที่มีความปลอดภัยและมีชีวิตชีวามากขึ้น ชุมชนท้องถิ่นและเยาวชนมีความเป็นเจ้าของ เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดงาน ในการกำหนดทิศทางของการอนุรักษ์คุณค่าวิถีวัฒนธรรมมากขึ้น ซึ่งเป็นความสำเร็จที่ยั่งยืนของการเปลี่ยนแปลง

    น.ส. ทัศนีย์ ศิลปะบุตร ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. กล่าวว่า การจัดงานลอยกระทงปลอดเหล้าที่ผ่านมามีต้นแบบที่ดีหลายพื้นที่ โดยเฉพาะการจัดงานโดยเน้นความหมายและวัฒนธรรมของงาน และการส่งเสริมสังคมสุขภาวะ การจัดงานลอยกระทงปลอดเหล้าได้แสดงให้เห็นถึงความเข็มแข็งของชุมชน และจากการทำงานใน 3 พื้นที่สำคัญพบว่าแต่ละจังหวัดมีรูปแบบการทำงานปลีกย่อยที่ต่างกัน แต่ล้วนเป็นจุดเด่นที่สามารถเป็นพื้นที่ต้นแบบ จะเป็นตัวอย่างให้พื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศในการร่วมกันขยายผล รวมถึงการลงลึกด้านการควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น สิ่งแวดล้อม สังคม เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทอัตลักษณ์พื้นถิ่นของแต่ละพื้นที่ 

                ด้านนายวิษณุ ศรีทะวงศ์ ผู้จัดการแผนงานนโยบายสาธารณะ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) เปิดเผยว่า สคล.เรารณรงค์งานลอยกระทงปลอดเหล้าตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งขณะนี้มีพื้นที่รณรงค์งานลอยกระทงปลอดเหล้าทั้งหมด 99 พื้นที่ทั่วประเทศ โดยในช่วง 7 ปีแรกเน้นรณรงค์ให้เกิดการจัดงานแบบปลอดเหล้า หลังจากนั้นได้พัฒนาไปสู่การจัดการความเสี่ยงอื่นๆ อาทิ ประทัดยักษ์ โคมลอย และเน้นการให้คุณค่าและความหมายของลอยกระทง ส่งผลให้การทะเลาะวิวาทภายในบริเวณงานแทบจะไม่เกิดขึ้นเลย อุบัติเหตุทางถนนลดลง ยอดจองห้องพักเพิ่มมากขึ้น งานลอยกระทงปลอดเหล้าจึงได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีทั้งจากผู้จัดงาน นักท่องเที่ยว รวมทั้งบรรดาผู้ประกอบการร้านค้าและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ ทั้งนี้เรามีการสำรวจข้อมูลงานลอยกระทงล่าสุด พบว่าร้อยละ 74.40 ของพื้นที่จัดงานลอยกระทงทั่วประเทศจัดงานแบบปลอดเหล้า  อย่างไรก็ตาม เครือข่ายฯยังต้องเฝ้าระวังธุรกิจแอลกอฮอล์ที่ยังคงพยายามเข้าไปแทรกแซงเชิงนโยบายกับหน่วยงานรัฐ เพื่อให้มีพื้นที่ในการจำหน่ายสุราและลานเบียร์ในพื้นที่จัดงานต่างๆ  ซึ่งเครือข่ายฯ จะร่วมผนึกกำลังกับท้องถิ่นและภาคส่วนต่างๆ สร้างการมีส่วนร่วมในงานประเพณีของพื้นที่ให้ปลอดเหล้ามากขึ้น เน้นการจัดกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมแบบร่วมสมัย เพื่อสืบสานวัฒนธรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยวและต่อยอดเชิงเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ให้มากยิ่งขึ้น

    พระครูสุมณฑ์ ธรรมธาดา เจ้าอาวาสคลองกระจง จังหวัดสุโขทัย กล่าวว่า งานลอยกระทงของจังหวัดสุโขทัยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคส่วนต่างๆ ในอดีตการจัดงานนำมาซึ่งปัญหาอุบัติเหตุและคนสุโขทัยมาเที่ยวงานลอยกระทงน้อยลงเพราะเห็นว่าไม่ปลอดภัย จึงพยายามแก้ปัญหาโดยเริ่มจากการรณรงค์เรื่องเหล้าและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ผลักดันให้จังหวัดกำหนดนโยบายให้งานลอยกระทงเป็นงานปลอดเหล้า ปลอดบุหรี่ ซึ่งจังหวัดสุโขทัยมีมติให้การจัดงานปลอดเหล้าปลอดบุหรี่ตั้งแต่ปี 2550 ทำให้ภาคส่วนต่างๆ นำนโยบายไปปฏิบัติตาม โดยมีการทำข้อตกลงกับทุกภาคส่วนเพื่อไม่ให้มีการจำหน่ายเครื่องดื่มในบริเวณงาน มีการติดป้ายรณรงค์ การตรวจเตือนโดยเจ้าหน้าที่และเยาวชนในพื้นที่ มีการบังคับใช้ พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 อย่างจริงจัง ทำให้พื้นที่จัดงานลอยกระทงกว่าหมื่นไร่ไม่มีการดื่มเหล้า และกลายเป็นวัฒนธรรมว่ามาเที่ยวงานลอยกระทงสุโขทัยต้องไม่ดื่มไม่สูบ เป็นจารีตของคนสุโขทัยไปแล้ว นอกจากนี้ยังส่งผลดีต่อการจัดงานบุญประเพณีอื่นๆอีกด้วย

    นายธงชัย ยงยืน ศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคเหนือตอนบน กล่าวว่า งานลอยกระทงช่วงปี 2549 โดยเฉพาะบริเวณริมน้ำปิง และสะพานนวรัตน์ ซึ่งเป็นจุดเสี่ยง ริมฝังแม่น้ำปิงเต็มไปด้วยลานเบียร์ มีอุบัติเหตุประทัดยักษ์ระเบิดใส่มือนักท่องเที่ยว มีปัญหาผลกระทบของโคมไฟต่อเครื่องบินและบ้านเรือนบริเวณใกล้เคียง  ซี่งปี 2550 จึงได้เริ่มจัดงานลอยกระทงปลอดเหล้าขึ้น เริ่มมีหน่วยงานต่างๆ ร่วมรณรงค์มากขึ้น อาทิ สำนักงานสรรพสามิต สำนักงานสาธารณสุขและเครือข่ายนักศึกษา 7 สถาบันมาช่วยรณรงค์ มีการจัดเวทีกิจกรรมสร้างสรรค์เป็นความพยายามเปลี่ยนพื้นที่เสี่ยงให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ มีการทะเลาะวิวาทและเคยมีผู้เสียชีวิต จึงเสนอผลกระทบต่อเทศบาลนครเชียงใหม่ เมื่อปี 2555 ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ที่มาร่วมจัดงาน โดยเน้นการรักษาวัฒนธรรมของงานลอยกระทงของเมืองเชียงใหม่ และมีภาคส่วนต่างๆ ให้ความร่วมมือมากขึ้น ปัจจุบันได้ก้าวข้ามประเด็นเรื่องเหล้าและปัจจัยเสี่ยงไปแล้ว เริ่มให้ความสำคัญต่อประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มีการรวมกันกำหนดและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเรื่องการจัดงานลอยกระทงที่เป็นที่ต้องการของคนเชียงใหม่

    น.ส.ศิวะพร คงทรัพย์ ประธานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดตาก กล่าวว่า กระทงสายไหลประทีปพันดวงของจังหวัดาก กระทงสายทำมาจากกะลามะพร้าวเป็นวัสดุในท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นในเรื่อง การเป็นกระทงพระราชทาน การเน้นวัฒนธรรมของท้องถิ่นเช่น การฟั่นเทียน การบูชาพระแม่คงคา และการทอดผ้าป่าน้ำ เป็นต้น รวมถึงการได้รับการสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะ16 ชุมชนในอำเภอเมืองตากและเยาวชน  เดิมปี 2554 งานลอยกระทงจังหวัดตากมีลานเบียร์มากถึง 32 ลานเบียร์ ต่อมาเน้นการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน โดยเน้นการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายควบคู่กับการรณรงค์เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนมีการรณรงค์ ทั้งติดป้าย ประชาสัมพันธ์ก่อนจัดงาน เสียงตามสาย ร่วมมือกับสถานีวิทยุ อสมท.ตาก รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการที่จะมาขายสินค้าในงานทราบพร้อมกับลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานว่าจะไม่ขายไม่ดื่มในงาน จนกระทั่งปี 2563 ผู้ว่าราชการจังหวัดตากได้ร่วมมือกับหน่วยงานองค์กรต่างๆ รวมทั้งผู้นำชุมชนในพื้นที่ร่วมลงนาม MOU ให้งานบุญประเพณีของจังหวัดเป็นงานปลอดเหล้าทั้งหมด เพราะเห็นว่าถ้าจัดงานลอยกระทงปลอดเหล้าสำเร็จก็สามารถจัดงานอื่นๆ ให้ปลอดเหล้าด้วยเช่นกัน นอกจากนี้พบว่าในทุกๆ ปีประชาชนมากกว่าร้อยละ 90 พึงพอใจต่อการจัดงานลอยกระทงปลอดเหล้า