Author: Chompoo Chompoo.tiw

  • “วันรณรงค์โรคถุงลมโป่งพองโลก”

    “วันรณรงค์โรคถุงลมโป่งพองโลก”

    ในผู้ป่วยที่เป็นโรคถุงลมโป่งพอง ถุงลมและหลอดลมจะเสียความยืดหยุ่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ในระยะเริ่มแรกมักจะไม่มีอาการ แต่ต่อมาเมื่อเป็นมากขึ้น อาการก็จะแสดงชัดขึ้นตามลำดับ โดยอาการสำคัญที่พบบ่อยๆ ได้แก่ หายใจลำบาก หอบ เหนื่อย และหายใจมีเสียงวี๊ด

    องค์การอนามัยโลก และองค์การโรคถุงลมโป่งพองแห่งโลก ได้ร่วมกันกำหนดให้วันพุธสัปดาห์ที่สอง หรือที่สามของเดือนพฤศจิกายนของทุกปี เป็น “วันรณรงค์โรคถุงลมโป่งพองโลก” มาตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2545   ร้อยละ 90 ของสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพอง คือ การสูบบุหรี่ มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ ถึงประมาณปีละ 3 ล้านคนหรือเท่ากับเสียชีวิตนาทีละ 6 คน และในปี 2563  มีผู้ป่วยด้วยโรคถุงลมโป่งพองเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 30 และอาจทำให้โรคนี้เป็นสาเหตุการเสียชีวิตเป็นอันดับที่ 3 ของประชากรโลก

    ด้วยสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19  ทำให้ต้อง ยิ่งควรเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากผู้ป่วยโรคปอด ซึ่งรวมถึงโรคถุงลมโป่งพอง หอบหืด ถือว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง หากติดเชื้อ สมรรถภาพในการทำงานของถุงลมจะยิ่งลดลง โอกาสที่จะทำให้เกิดอาการหัวใจล้มเหลวหรือปอดบวมนั้นสูงมาก จึงควรระมัดระวังตัวเองเป็นพิเศษ ควรอยู่ให้ห่างจากคนที่มีอาการไอ จาม เป็นไข้ ควรใช้หน้ากากอนามัย เลี่ยงสถานที่เสี่ยง ล้างมือให้สะอาด หรือพกเจลล้างมือติดตัวไปด้วยเสมอ

    ปัจจุบันโรคถุงลมโป่งพอง เป็นโรคที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ สำหรับการรักษาที่ดีที่สุดในปัจจุบัน คือ การกิน และพ่นยา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น ซึ่งปอดจะถูกทำลายช้าลง ดังนั้นเราสามารถป้องกันโรคนี้ได้ โดยการไม่สูบบุหรี่ ถ้าเป็นเพียงช่วงเริ่มต้น ก็ควรเลิกให้ได้ ตลอดจนหลีกเลี่ยงการทำงานและการเข้าไปหรืออาศัยอยู่ในบริเวณที่มีควันพิษหรือในที่ที่มีผู้สูบบุหรี่จะเป็นการดีที่สุด

  • MOU เครือข่ายนักสื่อสารเยาวชน                                                                                             เพื่อการเปลี่ยนแปลงสุขภาวะชุมชน

    MOU เครือข่ายนักสื่อสารเยาวชน เพื่อการเปลี่ยนแปลงสุขภาวะชุมชน

    สสส. และเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ลงนาม MOU ร่วมกับ ม.ราชภัฎ หวังขับเคลื่อนกลไกเครือข่ายนักสื่อสารเยาวชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงสุขภาวะชุมชน สร้างการรู้เท่าทันด้านสุขภาพ พัฒนาต่อยอดผ่านสื่อ เพื่อแก้ไขปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สู่สังคม

    10.00 น.) วันที่ 11 พฤศจิกายน 2564  ในพิธีลงนามความร่วมมือออนไลน์ ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวถึงกิจกรรม งานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง ระหว่าง สสส. สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) เครือข่าย 10 มหาวิทยาลัยราชภัฎ เป้าหมายของความร่วมมือครั้งนี้ว่า เป็นการร่วมกันสร้างและพัฒนาให้เกิดนวัตกรรมการสื่อสารผ่านกลไกเครือข่ายนักสื่อสารเยาวชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงค่านิยมและเป็นการส่งเสริมสุขภาวะชุมชน ซึ่งเป็นภารกิจหลักของ สสส. อีกทั้งยังเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายวิชาการวิชาชีพเครือข่ายนักสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงค่านิยมและสุขภาวะชุมชน ซึ่งเป็นคณาจารย์ด้านนิเทศศาสตร์จากมหาวิทยาลัยราชภัฎทั่วประเทศ และเครือข่ายเคเบิ้ลทีวีสื่อต่างๆในพื้นที่โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้เกี่ยวกับทักษะการผลิตสื่อรณรงค์ และให้ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์การดื่มบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชาชนและผลกระทบที่เกิดขึ้น ทั้งในช่วงเวลาปกติและในห้วงของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อให้นักศึกษาได้ตระหนักรู้ และสื่อสารรณรงค์ออกมาในรูปแบบสื่อสังคมออนไลน์ นอกจากประเด็นเรื่องผลกระทบจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว ยังมุ่งหวังขยายผลไปสู่ปัญหาสุขภาวะที่เป็นปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ อาทิ ผลกระทบที่เกิดจากบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า การพนัน สิ่งเสพติดอื่นๆ ตลอดจนโรค NCDs ต่างๆ อันจะส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางสุขภาพของคนไทยในที่สุด

    เภสัชกรสงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) ระบุว่า  ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2560 เรื่องนักดื่มหน้าใหม่ พบอายุเฉลี่ยของผู้ที่ดื่มครั้งแรกเฉลี่ยอยู่ที่อายุ 20.3 ปี ผู้ชายจะดื่มไวกว่าผู้หญิงเล็กน้อย โดยผู้ชายจะดื่มครั้งแรกเฉลี่ยอยู่ที่อายุ 19.3 ปี และผู้หญิง 23.7 ปี ที่น่ากังวลคือ พบเยาวชนไทยเริ่มดื่มครั้งแรกตั้งแต่อายุไม่ถึง 15 ปีบริบูรณ์ สูงถึงร้อยละ 12.2 ซึ่งในแต่ละปีเรามีนักดื่มหน้าใหม่ และผลกระทบก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและค่านิยมทางสังคมมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้หลากหลายมาตรการควบคู่กันไป การสื่อสารก็เป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการสร้างการรับรู้และความตระหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นปัญหาที่สามารถร่วมกันป้องกันและแก้ไขได้ การได้รับรู้ รับฟัง “เสียงจากผู้ได้รับผลกระทบ” จะทำให้ได้เห็นแง่มุมต่างๆ ความทุกข์ทรมาน รวมทั้งความสูญเสีย ซึ่งเป็นเรื่องที่ตามมาหลังจากมีการดื่ม แต่ส่วนใหญ่ธุรกิจเลือกที่จะไม่พูด ไม่นำเสนอข้อเท็จจริงในส่วนนี้ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ การเปิดเผยเรื่องราวจากผู้ที่ได้รับผลกระทบ เหยื่อ และครอบครัวผู้ที่เกี่ยวข้อง จะเป็นเครื่องยืนยันที่ดีที่สุด ในการสื่อสารให้ประชาชนเกิดความตระหนัก รู้เท่าทันการตลาดของธุรกิจแอลกอฮอล์ และปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพต่างๆ  การผลิตสื่อบนฐานข้อมูลจริง จะช่วยตีแผ่ให้สังคมไทยได้ยินเสียงของผู้ได้รับผลกระทบเหล่านั้น เพื่อมุ่งสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางสังคมในการลดละเลิกการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในท้ายที่สุด

    ทางด้าน ผศ.ดร.จุฑาทิพย์ พหลภาคย์  คณบดี คณะวิทยาการจัดการ มรภ.พระนคร (ตัวแทนท่านคณบดีจากมหาวิทยาลัยราชภัฎทั้ง 10 แห่ง) กล่าวว่า  การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ส่งผลกระทบทั้งต่อพฤติกรรมทางสุขภาวะและการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมากมาย ในขณะเดียวกันได้ส่งผลให้โลกออนไลน์กลายเป็นพื้นที่สำหรับเชื่อมโยงผู้คนหลากหลายเข้าหากัน เราจึงไม่อาจปฏิเสธว่าการรณรงค์แบบเดิมๆจะเป็นวิธีที่ทรงพลังได้ดั่งเดิม มีความจำเป็นต้องติดตั้งความรอบรู้ทางด้านสุขภาพเพื่อให้เป็น “ต้นทุน” ให้บุคคลแต่ละคน ในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มนิสิตนักศึกษา ด้วยศักยภาพของคณาจารย์และนักศึกษาสาขาวิชานิเทศศาสตร์ ของแต่ละมหาวิทยาลัยฯ ที่มีทั้งความรู้และประสบการณ์ การดำเนินการในเรื่องที่สำคัญและมีประโยชน์สนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมการสื่อสารรูปแบบออนไลน์ เป็นทั้งโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และแสดงพลังทางสังคม ตลอดจนช่วยเพิ่มศักยภาพในการดำเนินงานด้านสุขภาวะต่อไป

    ผศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าวต่อว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในวันนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นระหว่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) และภาคีเครือข่ายวิชาการวิชาชีพเครือข่ายนักสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงค่านิยมและสุขภาวะชุมชนจาก 10 มหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ ที่จะทำให้องค์ความรู้ในการเปลี่ยนแปลงสุขภาวะชุมชนผ่านการพัฒนาศักยภาพ ความสามารถ และทักษะในการสื่อสารรณรงค์ของนักนิเทศศาสตร์ออกไปในวงกว้าง อันจะนำไปสู่การลดผลกระทบเชิงลบและขยายผลผลกระทบเชิงบวกด้านสุขภาวะอย่างยั่งยืน

    ในส่วนของ คุณธีรภัทร  เอื้ออารีวรกุล  กรรมการนโยบาย บริษัทไทยเคเบิลบรอดแคสติ้งจำกัด Cable Channel 37 HD ในนามตัวแทนเคเบิลทีวีทั่วประเทศ กล่าวว่า ทางองค์กรให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์สื่อเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม จากผลงานเครือข่าย 10 มหาวิทยาลัยราชภัฏ เป็นการสร้างสรรค์สื่อสะท้อนเป็นบทเรียน และที่น่าชื่นชมมากๆ  ในนามดิจิทัลทีวีท้องถิ่นหรือเคเบิลทีวี ยินดีสนับสนุนบทบาทสื่อท้องถิ่นร่วมขับเคลื่อนประเด็นทางสังคม ช่วยเชื่อมโยงและขยายการทำงานของภาคีเครือข่ายในระดับพื้นที่ และเชื่อว่าจะได้สร้างการรับรู้จากพลังของเด็กและเยาวชน สานพลังเครือข่ายเคเบิลดิจิทัลทีวีสู่นักสื่อสารสุขภาวะลดปัจจัยเสี่ยง: สร้างพื้นที่การเผยแพร่สื่อรณรงค์และประเด็นลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพและสังคม  ฉะนั้นผลงานทุกชิ้นจะถูกเผยแพร่สู่สาธารณะผ่านทุกช่องทาง พร้อมทั้งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ Cable Channel 37 HD ในช่วงเวลาที่ดีที่สุด เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคมร่วมกัน.

    ในส่วนของการดำเนินโครงการนี้ เป็นความร่วมมือจากเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฎทั้ง 10 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ มรภ.พระนคร, มรภ.หมู่บ้านจอมบึง, มรภ.เทพสตรี, มรภ.รำไพพรรณี, มรภ.สงขลา, มรภ.นครศรีธรรมราช, มรภ.เชียงใหม่, มรภ.พิบูลสงคราม, มรภ.ศรีสะเกษ, มรภ.อุดรธานี ทั้งนี้ ยังมีเครือข่ายเคเบิ้ลทีวีและสื่อในท้องถิ่น ใน 10 จังหวัดนำร่อง โดยการทำงานจะเน้นเรื่องการพัฒนากลไกความร่วมมือและนวัตกรรมในการสื่อสารบนโลกสมัยใหม่ การทำงานร่วมกันในครั้งนี้จะเป็นต้นแบบให้กับสถาบันการศึกษาทั่วประเทศให้เกิดความตระหนักและร่วมหาวิธีสื่อสารดูแลป้องกันไม่ให้ประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเยาวชนที่เป็นนักศึกษาตกเป็นเหยื่อการตลาดของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และมีความรอบรู้เท่าทันประเด็นปัญหาทางด้านสุขภาพมากขึ้น

  • ภาคกลางสร้างสุข..งานบุญปลอดเหล้า

    ภาคกลางสร้างสุข..งานบุญปลอดเหล้า

    สสส.และ สคล. หนุน เครือข่ายงดเหล้าภาคกลางสร้างสุข จัดงานบุญประเพณีปลอดเหล้า หวังปรับสภาพแวดล้อม ปรับพฤติกรรมประชาชน สกัดนักดื่มหน้าใหม่ให้ห่างไกลจากปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดี สำหรับการท่องเที่ยวอย่างปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์ โดยสนับสนุนมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกด้วย

    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมาในงานทอดกฐินปลอดเหล้า ณ วัดโคกสำเริง ตำบลมะกอกหวาน อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี นายวิษณุ  ศรีทะวงศ์ ผู้จัดการแผนงานนโยบายสาธารณะฯ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) เปิดเผยว่า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) สนับสนุนการจัดงานมหกรรมภาคกลางสร้างสุข “งานบุญประเพณีปลอดเหล้า” โดยสำนักงานเครือข่ายงดเหล้า(สคล.) โดยเครือข่ายประชาคมงดเหล้าภาคกลางและกทม. พร้อมทั้งเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคม ซึ่งเริ่มต้นรณรงค์จากงดเหล้าเข้าพรรษา และก็ขยับมาทำงานประเพณีเทศกาลสงกรานต์ เพราะเป็นเทศกาลที่มีคนตายเยอะที่สุด และขยับมางานบุญปลอดเหล้าต่างๆ งานทอดกฐินปลอดเหล้า ขณะนี้หลายจังหวัดเริ่มขยับมาเป็นการประกาศเป็นนโยบายสาธารณะจากเดิม งานบุญประเพณีที่เคยเต็มไปด้วยคนเมาและกิจกรรมส่งเสริมการขายเหล้าเบียร์ ก็สามารถปรับเปลี่ยนค่านิยมทางสังคมได้ ซึ่งถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการยกระดับแนวทางการขยายผล ในการจัดงานบุญปลอดเหล้า ไม่เพียงได้สุขภาพที่ดี ยังได้ภาพลักษณ์ที่ดี ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างปลอดภัย เพราะไร้แอลกอฮอล์ ช่วยลดคนเมา ทะเลาะวิวาท อุบัติเหตุ และอาชญากรรม ต้อนรับการผ่อนปรนจากสถานการณ์ของโควิด-19 ซึ่งสามารถส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศได้เป็นอย่างดี 

    พระอธิการทนง ธัมมิโก เจ้าอาวาสวัดหนองกระเบียน จังหวัดลพบุรี กล่าวว่า การทำงานของทางวัดหนองกระเบียน พวกเราทำงานแบบต่อเนื่องทำให้เครือข่ายของเราอยู่กันเพื่อทีจะสร้างสังคมดี ๆ ทำคนเดียวไม่สำเร็จ ต้องอาศัยการมีส่วนร่วม 3 ส.  คือ เสียสละ สามัคคี ส่วนรวม การมีส่วนร่วม เรายึดหลัก บวร ชาวบ้าน พระสงฆ์ หน่วยงานราชการ จึงทำให้ชุมชนของวัดหนองกระเบียนของเราสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี  กิจกรรมของชุมชนเราก็จะเป็นการขับเคลื่อบเรื่องงานปลอดเหล้า งานศพปลอดเหล้า งานบวชปลอดเหล้า งานแต่ปลอดเหล้า การทำงานปลอดเหล้าเรายึดหลักธรรมะเป็นการปฏิบิตร่วมกัน เราใช้การดำเนินการแบบเรียบง่ายไม่หรูหรา ใช้ของที่จำเป็นและไม่ยุ่งยาก ทำให้เราประหยัด ประโยชน์สูงสุดเราได้ทำตามวัตถุประสงค์ของเราคือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยเรียบร้อยเมื่อการจัดงานปลอดเหล้า ทุกคนก็จะปลอดภัย

    ในขณะที่คุณน้ำทิพย์  กุลเกษตร นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการจังหวัดลพบุรีกล่าววว่าที่ผ่านมาวัฒนธรรมจังหวัดลพบุรีเรามี MODEL ที่ชัดเจนในการทำงานร่วมกันกับสสส.และเครือข่ายงดเหล้า การที่เราทำงานด้วยกันอย่างสม่ำเสมอ สำนักงานวัฒธรรมเราก็ใช้หลัก บวร ในการขับเคลีอนงานเช่นกัน การทำงานเรื่องของการรณรงค์ ถ้าเป็นงานบุญต้องปลอดเหล้า ถ้างานไม่ปลอดเหล้าไม่ใช่งานบุญ การนำสุราเข้ามาในพื้นที่ของการจัดงานบุญเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะการดื่มสุราไม่ใช่เรื่องปกติ ที่ผ่านมาเราเพิกเฉยกันมันมาจนคิดว่าเป็นเรื่องปกตินั่นเองเป็นกำลังใจให้กับทุกเครือข่ายและเราจะเดินหน้าตอ่ไปด้วยกัน ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกเครือข่าย และเราจะเดินหน้าต่อไปด้วยกัน

    ผู้ใหญ่แฉล้ม  เหลาผา แกนนำชุมชนปลอดเหล้า ต.กุดตาเพชร อ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี เล่าถึงการทำงานในชุมชนว่า ในชุมชนได้เริ่มงานแรกคืองานศพปลอดเหล้า และทำให้เป็นตัวอย่างจนสามารถสร้างมาตรและการมีส่วนร่วมเกิดเป็นที่ยอมรับจนกลายเป็น model ระดับตำบล และขยับมาเป็นงานแต่งปลอดเหล้า โดยเลี้ยงน้ำส้มแทน เจ้าภาพที่เข้าร่วมโครงการสะท้อนว่า สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 30,000-50,000 บาท การทำงานในชุมชนได้ใช้กระบวนการ ช่วย ชม เชียร์ และตอนนี้จะได้มีคนเลิกเป็นหัวใจเพชร ผมรู้สึกตื้นตันใจ และร้านค้าทีอยู่ในชุมชนก็ร่วมโครงการงดเหล้าเข้าพรรษาด้วย คือไม่ขายเหล้าในวันพระ ก็อาจมีคนไม่พอใจ แต่ผมก็ยังทำต่อไปเรื่อย ๆ เพราะผลดีเกิดกับชุมชนที่เป็นสุข สิ่งที่จะต้องทำต่อไป คือต้องทำงานกับเยาวชน เพื่อสกัดนักดื่มหน้าใหม่ต่อไป

    คุณจำรัส กลิ่นอุบล ประธานชมรมคนบวชใจงดเหล้าเข้าพรรษากล่าวว่า การทำงานของชุมชน กทม. เราพยายามเชื่อมโยงภาครัฐและเอกชนเข้าด้วยกันแต่พวกเราก็พยายามสร้างเครือข่ายหาคนทำงานที่มีใจร่วมกัน ทำได้น้อยแต่ค่อยๆ ขยับไป  ในช่วงสถานการณ์เกิดโรคระบาดโควิด ทางทีม กทม. เห็นถึงความเดือดร้อนของพี่น้อง คนในกทม. ทั้งคนที่ต้องกักตัว กลุ่มเสี่ยงต่างๆ จึงจัดให้มีร้าน “ข้าวไข่เจียวที่เป็นมากกว่าข้าวไข่เจียว” สามารถซื้อในราคาที่อิ่มได้ทั้งครอบครัว เป็นการช่วยแบ่งเบาทุกข์ของคนเมืองในชุมชนหนาแน่น สามารถเชื่อมโยงกับการรณรงค์ชวนคนงดเหล้าเข้าพรรษาใช้โอกาสเพื่อประชาสัมพันธ์ และสนับสนุนให้เกิดการลด ละ เลิก ในชุมชนได้เป็นอย่างดี

    ทางด้านนายทนงชัย บูรณพิสุทธิ์ ผู้ประสานงานภาคกลาง กล่าวว่า การจัดงานภาคกลางสร้างสุข งานบุญประเพณีปลอดเหล้าครั้งนี้ มีแนวคิดจัดเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำงานสรุปบทเรียนจากการจัดงานบุญประเพณีปลอดเหล้า อีกทั้งยังเป็นการนำเสนอเรื่องราวดีๆ ประเด็นเด่นๆ ที่มีการขับเคลื่อนให้เกิดงานบุญประเพณีปลอดเหล้าอยู่ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ โดยมีเครือข่ายคนสู้เหล้า ต.พักทัน อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี, Model พลังบวร“วัดปลอดเหล้าปลอดพนัน” จังหวัดลพบุรี, ชมรมคนหัวใจเพชรบ้านจาน กับการปรับสภาพแวดล้อมชุมชน (งดเหล้า-ลดขยะในชุมชน ) จังหวัด สระบุรี, แหล่งเรียนรู้คนสู้เหล้า-ท่องเที่ยวปลอดเหล้าปลอดภัย จังหวัดปทุมธานี, ชุมชนจัดการตนเอง จังหวัดอ่างทอง, ชุมชนคนสู้เหล้า-หมู่บ้านศีล 5 บ้านบัวทอง จังหวัดนนทบุรี, ลดนักสูบ นักดื่มหน้าใหม่ จังหวัดอยุธยา, บุญประเพณีเข้าพรรษา+ข้าวไข่เจียวอิ่มสุข+ของดีจากชุมชนจังหวัดนครนายกและกทม. ร่วมกิจกรรมครั้งนี้

  • ออกพรรษาลาเหล้า..เข้าสู่ชีวิตใหม่

    ออกพรรษาลาเหล้า..เข้าสู่ชีวิตใหม่

    สสส.และเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ถอดบทเรียนงดเหล้าเข้าพรรษา..สู่ออกพรรษาลาเหล้า กรณีศึกษา พบเลิกเหล้าเข้าสู่ชีวิตใหม่ ชมรมคนหัวใจเพชร และชุมชนปรับตัวรับสถานการณ์โควิด “ชุมชนสู้เหล้า เข้าใจโควิด”  พร้อมแนะชุมชนเตรียมรับการคลายล็อกประเทศ

    (10.00 น.) วันที่ 4 พฤศจิกายน 2564  สสส.และครือข่ายงดเหล้า จัดเวทีออนไลน์ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ “ออกพรรษาลาเหล้า..เข้าสู่ชีวิตใหม่” อาจารย์วิเชษฐ์ พิชัยรัตน์  กรรมการกำกับทิศทางแผนงานรณรงค์เพื่อควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึงแนวทางรณรงค์ฯในสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตในรูปแบบวิถีใหม่ว่า สสส. มีแนวทางในการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน ให้เป็นพื้นที่ปฏิบัติการ เน้นการพัฒนาศักยภาพชุมชน และขยายผลการดำเนินงานของชุมชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในด้านการลดปัจจัยเสี่ยงมี “ชุมชนคนสู้เหล้า” ซึ่งได้ดำเนินการต่อเนื่องมา 5 ปี ทำให้เกิดรูปธรรม สามารถพัฒนาเป็นกลุ่มชมรมคนหัวใจเพชร คนเลิกเหล้าที่มาช่วยรณรงค์ต่อในชุมชน และต่อเนื่องการพึ่งตนเองเรื่องอาชีพรายได้ และในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ชุมชนสู้เหล้าก็มีส่วนมาดูแลตนเอง พึ่งตนเอง แบ่งเบาภาระของบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งการถอดบทเรียนครั้งนี้ จะได้นำไปขยายผลต่อเนื่องต่อไป

    นายวิเชษฐ์ กล่าวต่อว่า การถอดบทเรียนการทำงานชุมชนสู้เหล้า จะมีโมเดล 3 ช. คือ ชวน ช่วย เชียร์ เนื่องจากเป็นสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดในชุมชนสามารถดำเนินการได้ โดยดำเนินการไปพร้อมกัน คือ “ชุมชนสู้เหล้า เข้าใจโควิด” ซึ่งผู้ที่สมัครเข้าร่วมโครงการในปีนี้ เห็นว่า ทำให้สุขภาพกาย ใจที่ดี และมีเงินเหลือในภาวะที่เศรษฐกิจหยุดชะงัก อีกทั้ง การอยู่ร่วมกันในครอบครัวมีความสุข รู้สึกปลอดภัย นอกจากนั้น ชมรมคนหัวใจเพชร ซึ่งเป็นแกนนำในการชวน ช่วย เชียร์ ยังได้ทำความเข้าใจชาวบ้านให้รู้จักป้องกันตนเอง และช่วยกันดูแลผู้ป่วยอย่างเข้าใจ ไม่สร้างความรังเกียจ แต่ทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือดูแลกันและกันในชุมชน รวมทั้ง มีการส่งเสริมอาชีพ เช่น ทำรถพุ่มพวง ปลูกพืชสมุนไพร เพราะคนที่เลิกเหล้าทุกคนมีฝีมืออยู่แล้ว แต่เพราะดื่มเหล้าติดเหล้าจึงไม่ได้ใช้ฝีมือทำงาน

    เภสัชกรสงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวในกิจกรรมครั้งนี้ว่า สำหรับงานประเพณีออกพรรษาที่จัดขึ้นในท้องถิ่นต่างๆ พร้อมๆกับการเปิดประเทศครั้งนี้ อาจควรต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก ด้วยสถานการณ์โรคระบาดฯ อาจมีความเสี่ยงจากการตั้งวงดื่มเหล้า การเล่นการพนัน อาจนำมาสู่ คลัสเตอร์โควิดได้ เนื่องจากวิถีชีวิตในปัจจุบัน ยังต้องเว้นระยะห่าง ซึ่งการดื่มมีส่วนทำให้ภูมิต้านทานในร่างกายลดลงไป อีกทั้งสถานที่ต่างๆอาจจะมีแพร่การกระจายของเชื่อโรคได้อีกด้วย จึงขอรณรงค์ให้ประชาชนทุกท่าน ยังคงใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาทและใช้ความระมัดระวัง คนที่งดเหล้าเข้าพรรษาได้แล้ว ขอเชิญชวนให้ใช้โอกาส “ออกพรรษา ลาเหล้า” ต่อไป

    ด้านนายธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการ สคล. เปิดเผยถึงการสนับสนุนการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาปี 2564 ที่ผ่านมาว่า เครือข่ายงดเหล้าและ สสส. ได้ดำเนินงานในพื้นที่ ground war ใน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มสถานศึกษา และกลุ่มชุมชน ภายใต้แนวคิด “สื่อรักให้พักเหล้า” โดยมีสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการกว่า 2,000 แห่ง และในชุมชนกว่า 513 แห่ง พบว่า มีคนร่วมงดเหล้าครบ 3 เดือน จำนวน 16,651 คน สามารถประหยัดเงินได้ 56 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังได้มีการทำงานร่วมกับ นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคธุรกิจ โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ รัฐวิสาหกิจ อาทิ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยหรือ (อสค.) เป็นต้น

    คุณผจญ แก้วเพชร อายุ 45 ปี  เครือข่ายนักบิดจิตอาสา จ.สงขลา ที่ผันตัวสู่นักรณรงค์สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้คนเลิกเหล้า เปิดเผยว่า ผมสมัครใจยกแก้วดื่มครั้งแรกอายุ 16 ปี เพราะอยากได้รับการยอมรับจากรุ่นพี่ แต่อันที่จริงผลเสียของการดื่มในครอบครัวของผมก็มีนะ คุณพ่อผมก็เสียชีวิตเพราะการเมาเหล้าแล้วทำให้เกิดเรื่อง ซึ่งผมต้องเสียเพื่อนเพราะเมาเหล้าก็หลายคน ส่วนตัวผมเองก็ถึงขั้นเงินหมดกระเป๋า  ในระยะหลังผมใช้เวลาว่างขับขี่มอเตอร์ไซค์ท่องเที่ยว และมีโอกาสได้รู้จักกับเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคใต้ตอนล่าง ตั้งใจร่วมโครงการงดเหล้าเข้าพรรษา ผมมั่นใจว่าผมหยุดเหล้าได้ คิดว่าจะหยุดไปเรื่อยๆ จากสถานการณ์ covid-19 ระบาด ผมมีโอกาสเห็นคนที่ได้รับผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งเหยื่อเมาแล้วขับ ไม่อยากมีส่วนในการทำลายอนาคตของใคร และคิดว่าควรจะหยุดทำร้ายร่างกายตัวเอง หันมาสร้างคุณค่าให้กับตัวเองแทนจะดีกว่า ผมคิดว่าจะนำเงินค่าเหล้ามาสร้างประโยชน์ให้กับตนเอง ครอบครัว และยังสามารถมีเวลาทำสิ่งต่างๆหลายๆสิ่ง และได้เปิดประสบการณ์ เปิดมุมมองใหม่ๆให้กับตนเองอีกด้วย

    ผู้ใหญ่เกรียงไกร เกียรติมงคล ชุมชนคูหาสวรรค์  อายุ 55 ปี จ.ราชบุรี จากนักดื่ม สู่นักส่งเสริมสุขภาวะคนหัวใจเพชร ให้ข้อมูลว่า ผมดื่มเหล้าและร่วมงดเหล้าเข้าพรรษา มา 3-4 ปีแล้ว เมื่อออกพรรษา จะงดเหล้าต่อ จนกว่างานทอดกฐินเสร็จสิ้นจึงจะเริ่มดื่ม การดื่มแต่ละครั้ง 300-400 บาท และผมจะดื่มอยู่บ้านคนเดียวบ่อยๆ ช่วงหลังๆการดื่มเริ่มลดลงตามวัยที่สูงขึ้น แต่ก็ยังเลิกดื่มไม่ได้ หลวงพ่อชวนมาเป็นกรรมการที่วัด ซึ่งผมปฏิเสฐมาตลอด เพราะคิดว่าผมดื่มเหล้ากลัวจะผิดศีล ตั้งใจเลิกดื่มเพราะผมคิดถึงสุขภาพ พอเพื่อนชวนก็จะบอกเพื่อนว่าขอหยุดพักตับ พอหยุดเหล้าแล้วสามารถลดเรื่องค่าใช้จ่าย และเป็นตัวอย่างดีๆให้กับลูกหลานอีกด้วย ถ้าย้อนกลับไปได้ เงินค่าเหล้าก็เป็นค่ากับข้าวของครอบครัวได้

    คุณศิริลักษณ์  ภูลิ้นลาย  อายุ 34 ปี บ้านโคกเครือ จ.กาฬสินธุ์ สาวนักดื่มเข้าสังคม ตัดสินใจเลิกเหล้าเพราะกำลังใจจากลูกและสามี เปิดเผยว่า จากเป็นกองเชียร์งานกีฬา เสร็จงานมีการดื่มกับเพื่อนๆ มีงานหมอลำก็ไปดื่มหน้าเวที  หลังๆมีผลกระทบจากการดื่ม คือสุขภาพร่างกายเวลาดื่มเข้าไปมักจะเจ็บท้องเป็นโรคกระเพาะ ครอบครัวไม่มีความสุข ทะเลาะกันบ่อยๆเพราะสามีก็ดื่มเหล้าเหมือนกัน อ.สคล.มาชวนงดเหล้าเข้าพรรษา จึงตัดสินใจเข้าร่วม มีการมาเยี่ยม ให้กำลังใจ มีการให้เมล็ดพันธุ์ผักมาให้เราปลูกไว้รับประทานเป็นกิจกรรมในครอบครัว เข้าพรรษาตลอด 3 เดือน งดดื่มเหล้ามีการเปลี่ยนแปลงคือ ชีวิตเราดี ครอบครัวก็ดี ร่างกายก็ดีขึ้น เงินก็พอใช้ แทนที่เงินเราจะไปซื้อเหล้า ก็เอาซื้อกับข้าวให้ลูก เหลือก็เก็บไว้ให้ลูกเรียนหนังสือ ลูกก็ภูมิใจ บอกกับเราว่า “ภูมิใจที่แม่เลิกเหล้าได้” และการเลิกเหล้าก็เป็นการเอาชนะใจตัวเอง ซึ่งเราภูมิใจในตัวเองมากที่สุด

  • ปลูกพลังบวกสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง (เหล้า-บุหรี่) สำหรับเด็กปฐมวัย หวัง..สกัดนักดื่มหน้าใหม่

    ปลูกพลังบวกสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง (เหล้า-บุหรี่) สำหรับเด็กปฐมวัย หวัง..สกัดนักดื่มหน้าใหม่

    เครือข่ายงดเหล้า และ สสส. จับมือ สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดน่าน หนุน..การอบรมเชิงปฏิบัติการสำหรับครูระดับปฐมวัย หวังปลูกพลังบวกสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง (เหล้า-บุหรี่) ให้กับเด็กปฐมวัย เพื่อเป็นการป้องกัน และสกัดนักดื่มหน้าใหม่ สู่อนาคตที่สดใส

    เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2564  ณ โรงแรมเทวราช อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน นายวิสุทธิ์ ประกอบความดี ท้องถิ่นจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดงานประชุมปฏิบัติการครูปฐมวัย โครงการปลูกพลังบวกสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง (เหล้า-บุหรี่) สำหรับเด็กปฐมวัย (รุ่นที่ 2)  สำหรับกิจกรรมครั้งนี้เป็นความร่วมมือของสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า และ สสส. ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดน่าน ซึ่งนายพัสกร พอใจ ผอ. กลุ่มงานส่งเสริมและพัฒนาท้องถิ่น เป็นผู้กล่าวรายงาน ในกิจกรรมครั้งนี้

    นายวิสุทธิ์ ประกอบความดี ท้องถิ่นจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธี กล่าวถึงกิจกรรมครั้งนี้ว่า การพัฒนาเด็กปฐมวัย ถือว่าเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่คุ้มค่า ตรงตามหลักการส่งเสริมพัฒนาการทางสมอง ที่จะทำให้มนุษย์ ใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินชีวิตในอนาคต พลังบวกจะช่วยให้เกิดความคิดดีคิดเชิงสร้างสรรค์ลดความขัดแย้งรวมทั้งประสานกับจิตสำนึกที่ดีและมีทักษะแม้ว่าวัตถุประสงค์ของโครงการจะหวังสร้างภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงเรื่องเหล้าบุหรี่แต่คิดว่าเราสามารถดูรณาการการป้องกันปัจจัยเสี่ยงอื่นๆพร้อมกันไปได้ เช่น การเสี่ยงอุบัติเหตุ การเสี่ยงโรคภัยต่างๆ เป็นต้น ต้องขอขอบคุณทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)และสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)ที่เล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาเด็กปฐมวัยและสนับสนุนให้เกิดโครงการนี้

    นางสาวมาลัย มินศรี ผู้จัดการโครงการปลูกพลังบวกสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง สำหรับเด็กปฐมวัย เปิดเผยว่า สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)และ สสส.ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ โครงการปลูกพลังบวกสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง (เหล้า-บุหรี่) สำหรับเด็กปฐมวัย สำหรับจังหวัดน่าน มีการฝึกอบรม ฯ กลุ่มเป้าหมายเป็นครู/ผู้ดูแลเด็กสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  จำนวน 2 รุ่น รวมทั้งสิ้น 300 คนได้อบรมรุ่นแรกแล้วตั้งแต่เดือน เมษายน 2564 จำนวน 134 คนและรุ่นสองครั้งนี้ จำนวน 166 คน ทางโครงการปลูกพลังบวกฯ ได้มีแผนขยายเครือข่าย การดำเนินงานไปยังทุกสังกัดสถานศึกษาให้ครบทั้งจังหวัดน่านอีกด้วย เพื่อเป็นการบูรณาการแผนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยจังหวัดน่าน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกพลังบวกครูปฐมวัยในสถานศึกษาเพื่อให้ครูไปสื่อสารกับเด็กเล็กเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันเมื่อเด็กเติบโตขึ้น นอกจากนั้นหวังให้จังหวัดน่านเป็นจังหวัดต้นแบบและขยายโครงการปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงเหล้าบุหรี่สำหรับเด็กปฐมวัยสู่จังหวัดอื่นต่อไป

  • สคล.และ สสส.สนับสนุน แหล่งท่องเที่ยวปลอดภัยกู้ภัยเศรษฐกิจ Thailand Sandbox

    สคล.และ สสส.สนับสนุน แหล่งท่องเที่ยวปลอดภัยกู้ภัยเศรษฐกิจ Thailand Sandbox

    ทุกภาคส่วนช่วย ย้ำ.. การท่องเที่ยวที่ดีต้องสร้างความปลอดภัยและควรคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงจากพฤติกรรมการกินดื่มร่วมด้วย

    เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2564 ทางสมาคมสมาพันธ์เครือข่ายสื่อมวลชนไทย (สสสท.) ร่วมกับ จังหวัดภูเก็ต, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศ, สสส., สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า โดยโครงการท่องเที่ยวชุมชนปลอดภัย, สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ, บริษัทภูเก็ตพัฒนาเมือง จำกัด (PKCD),  สภาวิชาชีพสื่อมวลชนภูมิภาคแห่งชาติ ร่วมกันจัดเสวนาออนไลน์ หัวข้อ แหล่งท่องเที่ยวปลอดภัยกู้ภัยเศรษฐกิจ Thailand Sandbox” ครั้งที่ 1 ณ ห้องประชุมบริษัทภูเก็ตพัฒนาเมือง จำกัด (PKCD)

    การทำงานของสสส. เรื่องโครงการท่องเที่ยวชุมชนปลอดภัย การที่ทุกฝ่าย ช่วยกันทำให้แหล่งท่องเที่ยวปลอดภัย ทั้งจากวิกฤตโควิด และวิกฤตจากพฤติกรรม ด้านความปลอดภัย ก็สามารถนำเงินเข้าประเทศได้อย่างมากมาย  เมื่อ สสส. เข้ามาสนับสนุนท่องเที่ยวชุมชน แนวโน้มธุรกิจท่องเที่ยวน่าจะเปลี่ยนไปสู่การท่องเที่ยวที่ไม่ใช้แบบ MASS จึงเป็นสิ่งที่ดีต่อตัวชุมชน ทั้งในเรื่องการกระจายรายได้ เป็นการท่องที่ยวในภาพรวม โจทย์ใหญ่สำหรับวันนี้ ถ้าชุมชนสามารถจัดการท่องเที่ยว สร้างความปลอดภัย พร้อมยกระดับสร้างสมรรถนะให้ทัดเทียมผู้ประกอบการ การบริการก็จะทำให้รายได้กลับมาช่วยเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง ซึ่งการสนับสนุนการทำ Sandbox ต้องเดินหน้าต่อ แต่อยากให้คำนึงถึงการสร้างความปลอดภัยให้รอบด้าน ไม่ใช่สนใจเฉพาะวิกฤตโควิด อยากให้คำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงจากพฤติกรรมการกินดื่มด้วยเช่นกัน

    เปิดประเด็นโดย นายชำนาญ ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวโดยสรุปว่า การท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทยและการเปิดประเทศควรต้องเปิดอย่างเต็มอัตรา จึงจะทำให้พอพยุงภาคธุรกิจท่องเที่ยวทั้งประเทศไทย และควรร่วมมือกันทุกภาคส่วน ทั้งเรื่อง Wellness SHA SHA plus ชุมชนเมือง ชุมชนชนบท ต่างเป็นส่วนสำคัญในการท่องเที่ยว โดยทั้ง สภาท่องเที่ยว และ รัฐบาล มุ่งช่วยเหลือและสร้างความร่วมมือ ทั้งนี้ คุณชำนาญเชื่อว่าการฉีดวัคซีนเป็นปัจจัยหลักที่จะให้การท่องเที่ยวชุมชนพร้อมต่อการสร้างความเชื่อมั่นในการท่องเที่ยว หากใครฉีดวัคซีนแล้ว ก็ขอให้ติดป้าย ประกาศให้ลูกค้าทราบเลย ว่า พวกเขาพร้อม

    ด้านนายนิพนธ์ เอกวานิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัทภูเก็ตพัฒนาเมือง จำกัด (PKCD) ได้กล่าวถึงการทำ Phuket Sandbox ว่า ถึงแม้นักท่องเที่ยวยังไม่มากนัก แต่ก็เป็นข้อดี ในการทำให้ภูเก็ตได้เตรียมความพร้อมจากการทดสอบครั้งนี้ โดยมีปัจจัยสำคัญคือ อัตราการฉัดวัคซีน ซึ่งภูเก็ตมีอัตราการฉีดทั้งสองเข็มอยู่ที่มากกว่า 70% แต่จากการที่นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องผ่านขั้นตอนการทำงานหลายขั้นตอนมาก จึงเป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจท่องเที่ยวมาก แต่ในปัจจุบันจากการประสานในหลายภาคส่วน ทำให้ขั้นตอนเหล่านี้ได้ถูกปรับลดลงเอื้อต่อการเปิดประเทศในอนาคต ทั้งนี้ในช่วง Sandhox เกิดรายได้ทางตรง 2400 ล้าน และ ทางอ้อม 5,000 ล้าน

    จากการที่ สสส. เข้ามาสนับสนุนท่องเที่ยวชุมชน และ แนวโน้มธุรกิจท่องเที่ยวน่าจะเปลี่ยนไปสูการท่องเทียวที่ไม่ใช้แบบ MASS จึงเป็นสิ่งที่ดีต่อตัวชุมชน ทั้งในเรื่องการกระจายรายได้ และ การท่องที่ยวในภาพรวม โดยยกตัวอย่าง เรื่องรถสาธารณะ รถโพถ้อง ที่กำลังจะสูญหา ถ้านำมาช่วยทำเป้นรถสาธารณะไปเชื่อมกับการท่องเที่ยวชุมชนได้ จะดีมาก โดยทางบริษัทภูเก็ตพัฒนาเมือง ได้เริ่มพูดคุยทำงานในเรื่องนี้ไปบ้างแล้ว

    นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ความสำเร็จของโครงการภูเก็ต Sandbox จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าสามส่วนนี้ไม่พร้อม คือ ภูเก็ต ประเทศ และ โลก ต้องมีความพร้อม และ ทำงานสอดคล้องกัน  และ การควบคุมโรคภายในเกาะภูเก็ตนั้นดีขึ้น จากการที่มีการฉัดวัคซีนได้ครอบคลุม โดยมีอัตราการครองเตียงที่ดีขึ้น

    จากการที่ 90% ของรายได้ของภูเก็ตนั้นมาจากการท่องเที่ยวกระแสหลักเป็นหลัก จึงทำให้ยังไม่ยั่งยืน ในส่วนของเศรษฐกิจฐานราก เช่น การเกษตรและการแปรรูป ที่ภูเก็ตต้องซื้อทุกอย่างจากต่างพื้นที่ จะเป็นการดีมากถ้าสามารถผลิตและแปรรูปในเกาะภูเก็ต แต่ต้องมีคุณภาพที่ลูกค้ารับได้

    การท่องเที่ยวที่จะสำเร็จได้ ต้องใช้ความเกื้อหนุนกัน และ ใช้ศาสตร์พระราชา การพึ่งตนเอง เป็นเครื่องมือหลักในการทำงาน และ จำเป็นที่จะต้องใช้ระบบคิดของ สสส. ในการให้ชุมชน เก็บข้อมูล และ ทำแผนเอง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ส่วนราชการเข้ามาช่วย แต่ถ้าจำเป็นต้องรอ ก็จำเป็นต้องบูรณาการกัน

    ทางด้านนายพรหมมินทร์ กัณฑิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานลดอุบัติเหตุ กล่าวว่า สสส.ได้จัดตั้งโครงการ แหล่งท่องเที่ยวปลอดภัย ด้วยตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการบริหารด้านความปลอดภัย จากข่าวนักท่องเที่ยวเกิดปัญหาในเรื่องต่าง ๆ มากมาย สร้างความเสียหายกับพื้นที่และประเทศชาติ ดังเช่น การล่อลวง ทะเลาะวิวาท ข่มขืน ฆ่า อาชญากรรมทั้งที่ร้ายแรง และไม่ร้ายแรง จึงทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยอีกมายมาย สร้างความเสียหายหม่แพ้กับวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โคโรน่า 2019 การท่องเที่ยว มีองค์ประกอบหลัก 3 ข้อด้วยกัน 1.นักท่องเที่ยว รู้เข้าใจ 2.แหล่งท่องเที่ยวประกอบกับในพื้นที่ต้องร่วมกันทั้งภาค รัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ 3. ผู้ประกอบการ ตรวจสอบการบริการที่ปลอดภัยและ สิ่งที่ควรจัดการท่องเที่ยวให้เป็นระบบ ต้องมีองค์ประกอบการสร้างความปลอดภัย 5 ด้าน คือ

    1.องค์ประกอบด้ายการเดินทาง ตารางการเดินทาง ควรเชื่อมประสานกับหน่วยบริการ เพื่อ support นักท่องเที่ยว

    2.ที่พัก สะอาด อากาศ สิ่งแวดล้อมปลอดภัย มีอัตลักษณ์ สัญลักษณ์ที่แสดงตัวตน มีสิ่งแวดล้อมทางกสยภาพที่สมบูรณ์ มีระบบสกรีน

    3.อาหารปลอดภัย ตกแต่งสวยงาม มีความเป็นเอกลักษณ์ไทย เป๋นธรรมชาติ

    4.กิจกรรม การเรียนรู้ที่ปลอดภัย การล่องแก่ง ปีนผา ไม่ทำให้เกิดแญหา การบาดเจ็บ แม้เพียงเล็กน้อยก็ทำให้เกิดความเสียได้

    5.วิถีวัฒนธรรม วัฒนธรรมไทยปลอดภัย ไม่ผิดเพี้ยน ไม่ถูกเบี่ยงเบน อันนี้สำคัญมาก การเกิดอุบัติเหตุแต่ละปีจะได้ไม่ต้องมานับตัวเลข การบาดเจ็บและตาย จากอุบัติเหตุ

    นางสาวมาลัย มินศรี ผู้จัดการโครงการการท่องเที่ยวโดยชุมชนปลอดภัยของสำนักงานเครือข่ายงดเหล้า ภายใต้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)  การจัดการด้านการท่องเที่ยวปลอดภัย กู้เศรษฐกิจไทย ในฐานะคนทำงานด้านส่งเสริมสุขภาวะ ขณะนี้น่าจะแบ่งสองส่วน ส่วนแรกก็คือโรคอุบัติใหม่ที่เกิดจากเชื้อโรค อย่างเช่น โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ซึ่งรัฐบาลไทยและประเทศทั่วโลก กำลังร่วมกันแก้ปัญหาการแพร่ระบาดในขณะ แต่มีอีกส่วนคือโรคที่เกิดจากพฤติกรรมเสี่ยง การดื่ม สูบ เสพ ทำใก้เกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เมา ขาดสติ  อันนี้ก็สร้างความไม่ปลอดภัย สร้างความเสียหายต่อผู้มาเยือน นักท่องเที่ยวให้ถึงแก่ ชีวิต ได้ พฤติกรรมนี้ก่อให้เกิด อาชญากรรมตามมาอีกมากมาย  สนับสนุนการทำ Sandbox ต้องเดินหน้าต่อ แต่อยากให้คำนึงถึงการสร้างความปลอดภัยให้รอบด้าน ไม่ใช่สนใจเฉพาะวิกฤตโควิด อยากให้คำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงจากพฤติกรรมการการ กิน ดื่ม ด้วยเช่นกัน

    ในขณะที่ คุณนภ  พรชำนิ ศิลปินนักร้อง ได้มีโอกาสมาเยี่ยมชมชุมชนท่องเที่ยวปลอดภัยในโครงการนี้ เช่น ที่บ้านเคียน บางโรง และ ย่านเมืองเก่า ได้แสดงความคิดเห็นต่อโครงการครั้งนี้ว่า ทำให้เห็นว่าความเข้มแข็งของชุมชนภูเก็ตมีความน่าสนใจมาก และ น่าจะเป็นแรงผลักดันขับเคลื่อนให้ภูเก็ต เคลื่อนไปการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ ยิ่งจากการทีได้สัมผัสกับชาวชุมชนทั้งจากตอนมาพักในช่วงแซนด์บอกซ์ในช่วงแรก และ ในวันนี้ และ มีความมั่นใจเลยว่า สสส. มาถูกทาง ที่นำคนรุ่นเก่าและคุณรุ่นใหม่เข้ามาทำงานร่วมกันในครั้งนี้ โดยใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้มแข็งชุมชน

    และคุณโจนัส แอนเดอร์สัน ศิลปินนักร้องกล่าวว่า ผมทึ่ง แต่ก็ไม่แปลกใจที่วัฒนธรรมของชาวภูเก็ต จะน่าสนใจและแข็งแรง ขนาดนี้ เพราะจากวิกฤตโควิด ทำให้ทุกสิ่งมันปรากฏ จากการที่ได้ไป กมลา และ ป่าตอง นอกจากทะเลที่สวยตามปกติอยู่แล้ว แต่ท่องเที่ยวชุมชนของชาวบ้าน เช่น ได้สัมผัสคำว่า เขา ป่า นา เล ทำให้ได้พบประสบการณ์ที่น่าประทับใจมาก มากกว่า การท่องเที่ยวปกติ ทั้งเรื่องอาหาร และ ธรรมชาติ ทำให้ภาพเพลง ปักษ์ใต้บ้านเรา ออกมาชัดมาก และ จากการที่ผ่านการสู้กับโควิดมาแล้ว ประเทศไทยจะต้องเข้มแข็งขึ้น และ พร้อมจะขับเคลื่อน โดยคุณโจนัส พร้อมจะเป็นแรงสนับสนุนผ่านบทเพลงของคุณโจนัส ที่ทำเรื่องดนตรีเพื่อการท่องเที่ยวมาโดยตลอด