Category: SDN News

  • อำเภอนาทม เสริมพลังครูพี่เลี้ยงสร้างภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงสำหรับเด็กปฐมวัย

    อำเภอนาทม เสริมพลังครูพี่เลี้ยงสร้างภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงสำหรับเด็กปฐมวัย

    เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกับการปกครองอำเภอนาทม องค์การบริหารส่วนตำบลหนองซน องค์การบริหารส่วนตำบลนาทม และองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเตย จัด“อบรมเชิงปฏิบัติการโครงการปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง เหล้า บุหรี่ สำหรับ เด็กปฐมวัย พัฒนาครูพี่เลี้ยงศูนย์เด็กเล็ก “สื่อการเรียนรู้สร้างสรรค์” โดยมีนายธรรมรัฏฐ์ งามแสง นายอำเภอนาทม เป็นประธานเปิดกิจกรรมอบรม ระหว่าง วันที่ 12-13 พฤศจิกายน 2565 ณ ห้องประชุมโรงเรียนหนองซนพิทยาคม อำเภอนาทม จังหวัดนครพนม

    นายธรรมรัฏฐ์ งามแสง นายอำเภอนาทม ยังได้กล่าวขอบคุณเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล) ที่เลือกพื้นที่อำเภอนาทมในการทำขับเคลื่อนการให้คนนาทม ลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ โดยการจัดกิจกรรมอบรมครั้งนี้เป็นการปลูกพลังบวกกับครูศูนย์เด็กเล็ก เพิ่มประสบการณ์เรียนรู้ สร้างจิตสำนึก สร้างภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงให้กับครู เพื่อที่เด็กปฐมวัยจะได้รู้เท่าทันพิษภัยเหล้า บุหรี่ ยาเสพติด

    การอบรม สร้างภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงสำหรับเด็กปฐมวัย มีครูพี่เลี้ยงเข้าร่วมทั้งหมด จำนวน 50 คน จากศูนย์เด็กเล็ก 18 แห่ง และโรงเรียน 4 แห่ง ซึ่งการอบรมเน้นกระบวนการเรียนรู้แบบ Active learning ในการที่ครูใช้สื่อสารกับเด็กในเชิงบวก และการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กรู้จักปฏิเสธ เหล้า บุหรี่ โดยวิทยากรด้านจิตวิทยาประจำโครงการปลูกพลังบวกและวิทยากรครูพี่เลี้ยงจากเทศบาลนครขอนแก่น ที่มีประสบกาณ์ในการใช้สื่อสร้างสรรค์มาประยุกต์ใช้ในแผนการสอน

    ด้าน พ.ต.ต. ภูมิภัทร บุญนำ วิทยากรจากสถานีตำรวจภูธรอำเภอนาทม มาให้ความรู้ในการสังเกตบุคคลที่จะก่อเหตุ วิธีการเอาตัวรอด และการช่วยเหลือเด็ก จากกรณีเหตุการณ์กราดยิงในจังหวัดหนองบัวลำภู

    นางภควัค วงษา ครูชำนาญการ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดสว่างอารมณ์ ตัวแทนครูได้กล่าวถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการอบรมในครั้งนี้ว่า “ได้เรียนรู้จิตวิทยาเด็ก ภาษากาย ภาษาพูด สื่อสารพลังบวกให้เด็ก และการนำพิษภัยเหล้า บุหรี่ นำแผนพลังบวกไปสอนในกิจกรรมหน่วยการเรียนรู้ให้กับนักเรียน และการช่วยเหลือเด็กหากเจอสถานการณ์ไม่คาดคิดในศูนย์พัฒนาเด็ก”

    นายมงคล ไหลครบุรี รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองซน นายชลกานต์ วงศ์เข็มมา ผู้ช่วยสาธารณสุขอำเภอนาทม นางกัญญ์นิษฐา สีแสงจันทร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบลหนองซน นางปริชาติ บุญตาท้าว ผู้อำนวยการส่งเสริมสุขภาพตำบลคำแม่นาง และนายคำผอง โมธรรม เป็นตัวแทนท่านนายอำเภอมอบประกาศนียบัตรแด่ผู้เข้าร่วมอบรมในครั้งนี้

    นายมงคล ไหลครบุรี กล่าวว่า “ขอบคุณทีมวิทยากรที่มาให้ความรู้กับครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และขอให้ครูนำความรู้นำไปใช้พัฒนาสื่อการสอนให้เด็กมีภูมิคุ้มกันในการปฏิเสธเหล้า บุหรี่ให้กับเด็กมนชุมชนในการดูแลของเราต่อไป”

    ภาพ/ข่าว : เครือข่างดเหล้าภาคอีสานตอนบน

  • อำเภอนาทม ทำแผนขับคลื่อนลดปัจจัยเสี่ยงและการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    อำเภอนาทม ทำแผนขับคลื่อนลดปัจจัยเสี่ยงและการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    เวทีรวมพลคนสู้เหล้าอำเภอนาทม 11 พฤศจิกายน 2565 ณ หอประชุมอำเภอนาทม จังหวัดนครพนม สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน รวมกับ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอนาทม อปท. หน่วยงานภาคีเครือข่ายต่างๆของพื้นที่ ได้ร่วมกันจัดเวทีการเสวนาพูดคุยการดำเนินงานลดปัจจัยเสี่ยง และงดเหล้าเข้าพรรษาของคนอำเภอนาทม

    โดยมีนายธรรมรัฏฐ์ งามแสง นายอำเภอนาทมเป็นประธาน มีผู้เข้าร่วมกว่า 210คน จาก 3 ตำบล 38 หมู่บ้าน
    และมีเวทีเสวนาโดยการนำของท่านนายอำเภอ โรงพยาบาลนาทม สถานีตำรวจภูธรนาทม อบต.นาทม เด็กเยาวชน พระสงฆ์ ผู้นำชุมชน ร่วมพูดคุยถึงการขับเคลื่อนงานงดเหล้าเข้าพรรษา และลดปัจจัยเสี่ยงของพื้นที่

    นายธรรมรัฏฐ์ งามแสง นายอำเภอนาทม กล่าวว่า

    “อำเภอนาทมพร้อมที่จะขับเคลื่อนให้เป็นอำเภอต้นแบบในการลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อให้ลูกหลานและประชาชนคนนาทมมีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วยการลดค่าใช้จ่ายการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประหยัดอดออม และลดปัญหาอาชญกรรม ปัญหายาเสพติด ที่มีเหล้าเบียร์เป็นสารตั้งต้น รวมทั้งปี 2566 ผลัดดันให้เป็น หนี่งในนโยบายของ พชอ. ทุกหน่วยงานมีส่วนร่วมขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนขึ้น รวมทั้งเห็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด”

    จากนั้นในช่วงบ่ายมีการแยกกลุ่มเพื่อพูดคุยถึงปัญหา ผลกระทบ ที่เกิดขึ้นจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายตำบล จำนวน3 ตำบลของอำเภอนาทม ร่วมหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน/หมู่บ้านของตนเอง

    ปัญหาที่เกิดขึ้นที่น่าเป็นห่วงของนาทมในช่วง1-2 เดือนนี้ คือ

    การฆ่าตัวตาย มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 10 ราย สาเหตุจากการเสพสารเสพติด ปัญหาครอบครัว โดยผู้นำชุมชนจะต้องมามีบทบาทช่วยเหลือร่วมกับประชาชนในพื้นที่ และการหารือพูดคุยร่วมกันเพื่อเห็นการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและมีส่วนร่วม เวทีนี้ถือเป็นเวทีเริ่มต้นในการพูดคุยกัน และจะได้มีการนัดหมายหารือกันอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับชุมชน ระดับตำบล และผลักดันให้เกิดเป็นนโยบายเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมด้วยกันของประชาชนชาวนาทม จากนั้นได้มีการมอบเกียรติบัตรให้กับผู้ที่งดเหล้าครบพรรษา จำนวน 180คน จากพื้นที่ 3 ตำบล อีกด้วย

    ภาพ/ข่าว : เครือข่ายองค์กรงเหล้าภาคอีสานตอนบน

  • อำเภอยางตลาดพัฒนาศักยภาพคนหัวใจเพชร ขับเคลื่อนการทำงาน ลด ละ เลิก เหล้า

    อำเภอยางตลาดพัฒนาศักยภาพคนหัวใจเพชร ขับเคลื่อนการทำงาน ลด ละ เลิก เหล้า

    เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบนร่วมกับประชาคมงดเหล้าจังหวัดกาฬสินธุ์ พัฒนาศักยภาพคนหัวใจเพชรเพื่อขับเคลื่อนการทำงานลด ละเลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในชุมชนคนสู้เหล้าเมื่อวันที่ 5-6 พฤศจิกายน 2565 ณ ศาลาประชาคมบ้านสะพานหิน ตำบลนาบอน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ อบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพคนหัวใจเพชร จากชุมชนคนสู้เหล้า 2พื้นที่ บ้านสะพานหิน ตำบลนาบอน อำเภอคำม่วง และบ้านโคกเครือ ตำบลอุ่มเม่า อำเภอยางตลาด จำนวน 30 คน ซึ่งคนหัวใจเพชรเป็นบุคคลเคยดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก่อนและตัดสินใจเลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดมาแล้ว 3 ปี ขึ้นไป และตั้งใจจะเลิกตลอดชีวิต มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตนเอง ด้วยการฝึกเล่าเรื่องราวของตนเองและการฝึกทักษะการฟังด้วยหัวใจ การเข้าใจคนดื่ม(เอาใจเขามาใส่ใจเรา) การวิเคราะห์คนที่เราจะไปชวน การออกแบบวิธีการในการที่จะชวนกลุ่มเป้าหมายคนดื่มในชุมชน เพื่อนำสิ่งไปใช้ในการชวนคนลด ละ เลิกเครืองดื่มแอลกอฮอล์ในชุมชนตนเอง และมีการลงพื้นที่ศึกษาดูงานเกษตรอินทรีย์ทีบ้านสะพานหิน ใช้พื้นที่วัดในการให้คนในชุมชนมาปลูกผักกินกันเองในครอบครัว หรือแลกเปลี่ยนกันในชุมชน แถมยังสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวด้วย และศึกษาดูงานครอบครัวต้นแบบคนหัวใจเพชรของคุณพ่อนำชัย สิทธิลาชัย ในการประกอบอาชีพเกษตรพอเพียง

    นายสมบัติ อรรถประจง ผู้ใหญ่บ้านบ้านสะพานหินและแกนเป็นแกนนำคนหัวใจเพชร กล่าวว่า “เมื่อก่อนก็เป็นนักดื่มหนักมากและตัดสินใจเลิกดื่มเพื่อครอบครัวและเข้ามารณรงค์ชวนคนในชุมชนลดละเลิกเหล้าและสนับสนุนคนหัวใจเพชรประกอบอาชีพเศรษฐกิจพอเพียงตามรอยในหลวงรัชกาลที่ 9 ”

    นายนำชัย สิทธิลาชัย คนหัวใจเพชรบ้านสะพานหิน เป็นบุคคลต้นแบบคนหัวใจเพชร ได้เล่าว่า “เมื่อก่อนตนเองก็เป็นคนดื่ม การดื่มทำให้เสียเงินไปกับค่าเหล้าไม่น้อย เสียเวลาเนื่องจากเมาแล้วก็ทำงานไม่เต็มที่ ทางผู้นำชุมชนก็มาชวนเลิกจึงตัดสินใจอยากเลิกเพื่อครอบครัว หลังจากที่ตนเองเลิกดื่ม ก็หันมาทำเกษตรพอเพียง ปลูกข้าว ปลูกกล้วย ปลูกผัก ผลไม้ ซึ่งทำให้มีรายได้ทุกวันสามารถเลี้ยงดูครอบครัวและให้หลานซื้อขนม นมให้หลานได้ทุกวัน”

    ภาพ/ข่าว แผนงานชุมชนคนสู้เหล้าและพัฒนาศักยภาพคนหัวใจเพชร ภาคอีสานตอนบน

  • เครือข่ายงดเหล้าภาคอีสานตอนบน หนุนงานลอยกระทงปลอดเหล้า ปลอดภัย ปี 2565

    เครือข่ายงดเหล้าภาคอีสานตอนบน หนุนงานลอยกระทงปลอดเหล้า ปลอดภัย ปี 2565

    พื้นที่รณรงค์งานลอยกระทงปลอดเหล้า ภาคอีสานตอนบน

    พื้นที่จัดงานลอยกระทงปลอดเหล้า ปลอดภัย ใน 11 จังหวัดภาคอีสานตอนบน

    อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม , ตำบลดงบัง จังหวัดมหาสารคาม , เทศบาลเมืองมหาสารคาม , เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด , แก่งดอนกลาง อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ , กุดน้ำกิม อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ , สวนสาธารณะกุดป่อง อำเภอเมืองเลย , อำเภอเมืองหนองบัวลำภู , อำเภอโนนสัง หนองบัวลำภู , อำเภอหนองหาน อุดรธานี , หนองประจักษ์ อุดรธานี , มหาวิทยาลัยขอนแก่น , อำเภอกระนวน ขอนแก่น , เทศบาลตำบลบึงโขงหลง บึงกาฬ , เทศบาลนครสกลนคร , บึงพลาญชัย เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด

    หลายพื้นที่ของเครือข่ายงดเหล้าภาคอีสานตอนบน ร่วมขับเคลื่อน รณรงค์สร้างสรรค์ และเฝ้าระวังในงานประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2565 ที่เคยดำเนินงานร่วมกับเจ้าภาพเรื่อยมาและได้หยุดจัดงานไปในช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด 19 ในปีนี้ หลายพื้นที่ได้เข้าจับมือต่อกับพื้นที่ เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัย สำหรับงานประเพณีที่งดงาม อย่างงานประเพณี “ลอยกระทง” ให้เกิดความปลอดภัย ปลอดเหล้า และปลอดจากความเสี่ยงต่างๆ

    การเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้สำหรับเยาวชนได้ออกมาจัดกิจกรรม และมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์พื้นที่ตัวเองให้ปลอดภัย มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นในงาน ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่หลายจังหวัดเข้าไปหนุนเสริม และให้ความสำคัญกับเยาวชนเหล่านี้ ได้ป้องกันตัวเองจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เพื่อเอาเวลามาทำกิจกรรมดีๆ เป็นเยาวชนต้นแบบ นอกจากจะเป็นสิ่งที่ดีต่อตัวของเขาเองในการทำสิ่งดีๆแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ได้พัฒนา ต่อยอด สร้างสรรค์ หรือค้นหาตัวเองอีกด้วย

    นอกจากนี้ ในส่วนของหน่วยงาน ภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ก็ร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง ในการปกป้องพื้นที่ ให้มีความปลอดภัย มากไปกว่าการจัดงานเพียงเพื่อความสนุกสนาน แต่ยังคำนึงถึงความปลอดภัยรอบด้าน จากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เหล้า บุหรี่ ยาเสพติด อาวุธ ประทัด อันตรายทางน้ำ อุบัติเหตุ ทะเลาะวิวาท

    การร่วมไม้ร่วมมือกันจากหลายหน่วยงาน ทำให้พื้นที่งานบุญประเพณีน่าเที่ยวมากขึ้น และในปีนี้ เสียงสะท้อนจากประชาคมงดเหล้าหลายจังหวัดเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า มีคนออกมาเที่ยวงานลอยกระทงกันอย่างคึกคัก งานจัดใหญ่และมีคนออกมาร่วมกิจกรรมเยอะมาก แต่ในขณะเดียวกัน พื้นที่ที่มีการเข้มงวดเฝ้าระวังที่ร่วมทำงานด้วย กลับเป็นไปด้วยความเรียบร้อย พบการดื่ม จำหน่ายแอลกอฮอล์น้อยมาก การประชาสัมพันธ์จากเจ้าภาพจัดงานก็ช่วยกระตุ้นให้คนที่มาเที่ยวงานได้รับรู้ว่าเป็น “งานปลอดเหล้า ปลอดภัย”

    การเดินหน้าขับเคลื่อนงานต่อ การถอดบทเรียนการทำงานพูดคุยกันต่อจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่แต่ละจังหวัดจะกลับไปสะท้อนภาพการจัดงานร่วมกับหลายหน่วยงานในพื้นที่ ว่าประโยชน์ของการจัดงานปลอดเหล้านั้น มีผลดีอย่างมาก และควรดำเนินการต่อ รวมไปถึงการขยายสู่งานอื่นและพื้นที่อื่นๆอีกด้วย

    ภาพ/ข่าว : แผนงานนโยบานสาธารณะ เครือข่ายงดเหล้าภาคอีสานตอนบน

  • เชียงใหม่แถลงข่าวงานยี่เป็ง 2565 “ความสุขแห่งสายน้ำ ปิงนครา มหานที”

    เชียงใหม่แถลงข่าวงานยี่เป็ง 2565 “ความสุขแห่งสายน้ำ ปิงนครา มหานที”

    เทศบาลนครเชียงใหม่ จัดพิธีแถลงข่าวงานประเพณีเดือนยี่เป็งเชียงใหม่ ประจำปี 2565 ณ บริเวณข่วงประตูท่าแพ ภายใต้แนวคิด “ความสุขแห่งสายน้ำ ปิงนครา มหานที”

    เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2565 สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ภายใต้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมแถลงข่าวสนับสนุนการจัดงานประเพณียี่เป็งเชียงใหม่ พ.ศ. 2565 “ความสุขแห่งสายน้ำ ปิงนครามหานที” ณ ข่วงประตูท่าแพ จ.เชียงใหม่

    งานลอยกระทงหรือยี่เป็งเชียงใหม่ พร้อมแล้วที่จะกลับมาจัดอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง โดยนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, นายอัศนี บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ เปิดการแถลงข่าวถึงการจัดงานประเพณีเดือนยี่เป็งเชียงใหม่ ประจําปี 2565 โดยเชิญชวนร่วมสืบสานงานประเพณียี่เป็งเชียงใหม่ พบกับความอลังการของขบวนแห่กระทงใหญ่ การแสดงพลุเฉลิมพระเกียรติ การแสดงม่านน้ำท่ามกลางแสงสีแห่งรัตติกาล การประกวดโคมแขวนล้านนา และบรรยากาศความผูกพันของผู้คนสองฝั่งลำน้ำปิง ร่วมแอ่วงานประเพณีเดือนยี่เป็งได้ทั่วทุกมุมของเมืองเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2565

    นายวิษณุ ศรีทะวงศ์ ผู้จัดการแผนนโยบายสาธารณะเพื่อควบคุมปัจจัยเสี่ยง สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึง “การรณรงค์ส่งเสริมการงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในช่วง ประเพณีเดือนยี่เป็งเชียงใหม่” ที่ทาง สสส. ร่วมสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงค่านิยมงานบุญประเพณีปลอดเหล้าในเมืองเชียงใหม่ ตลอดจนมาตรการทางสังคม ที่ควรมุ่งสร้างบรรทัดฐานการใช้ชีวิตใหม่ หรือ New Social Norm กว่า 15 ปี ไม่ดื่มไม่ขาย ในพื้นที่สาธารณะในงานบุญประเพณี มองเห็นการจัดการในท้องถิ่นที่มีความเข้มแข็ง และสามารถลดการเกิดอุบัติเหตุ ลดประทัดยักษ์ รวมถึงการขยะและเพลิงไหม้จากเรื่องโคมลอย ที่ใช้ประเพณีวัฒนธรรมสร้างพื้นที่ปลอดภัย เข้ามาทดแทนและสืบสานวัฒนธรรมที่ดีงาม

    สำหรับในงานยี่เป็ง เชียงใหม่ งาน “ต๋ามผางปะตี้ดส่องฟ้าฮักษาเมือง” ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า และ สสส. ยังดำเนินต่อเนื่องมาถึงปีที่ 11 แม้ว่าที่ผ่านมา เชียงใหม่จะถูกพักช่วงการจัดกิจกรรมจากสถานการณ์โควิด-19 คาดว่าในปีนี้จะกลับมายิ่งใหญ่ งานต๋ามผางปะตี้ดฯ ถือเป็นกิจกรรมที่ส่งต่อวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของเชียงใหม่ ที่เปลี่ยนค่านิยมเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากเครื่องดื่มแอลกฮอล์ ประทัดยักษ์และลดการปล่อยโคมลอย ซึ่งในวันเปิดงานมีการเทศน์อาณิสงฆ์ผางปะตี้ด และฟ้อนเทียน กับช่างฟ้อนหลายร้อยคน ซึ่งล้วนมาจากการสอนและอบรมจากเครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยการอบรมฟ้อนเล็บและฟ้อนเทียนนั้นได้เปิดรับสมัครผู้ที่สนใจร่วมสืบสานประเพณีร่วมกับชุมชนในเขตเมือง และสถาบันการศึกษาทั้งในและรอบนอกตัวเมือง นักท่องเที่ยวสามารถหาชมการฟ้อนเทียนกว่าร้อยคน ตั้งแต่ เวลา 18:00 น. วันที่ 7 พฤศจิกายน 2565 ณ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ และชมความงามแสงไฟผางปะตี้ดได้ที่แจ่งรอบคูเมืองเชียงใหม่

  • จากบุญประเพณีปลอดเหล้า สู่นักพากย์เรือเยาวชนสร้างสุข

    จากบุญประเพณีปลอดเหล้า สู่นักพากย์เรือเยาวชนสร้างสุข

    นักพากย์เรือเยาวชนสร้างสุข

    “ออกมาแล้ววววว….”

    เสียงนักพากย์เรือดังกึกก้องไปทั่วริมสองฝั่งคุ้งแม่น้ำ ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องมองเรือยาวและฝีพายกลางแม่น้ำ ที่กำลังเร่งฝีพายแข่งขันชิงชัยกัน แต่อีกสิ่งหนึ่งที่สะกดหูและสะกดสายตาของประชาชนที่มารอชมการแข่งขันเรือยาว เห็นจะเป็นเจ้าของเสียงพากย์เรือที่เร่งจังหวะพากย์อย่างเมามันส์ตามจังหวะจ้วงน้ำของฝีพาย

    นักพากย์เรือเยาวชนสร้างสุข

    การพากย์เรือยาวของเยาวชน เป็นอีกหนึ่งกิจกรรม ที่เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้กับเยาวชนตัวน้อย มีที่ความสามารถ และคนที่อยากท้าทายตัวเอง มาสู่การเป็นนักพากย์เรือเยาวชน ที่ทำบทบาทสำคัญในงานแข่งเรือสนามต่างๆ เป็นคนส่งเสียงอันทรงพลัง ที่สร้างความสนุกสนาน สร้างควาสุข สร้างความฮึกเหิมให้กับฝีพายที่อยู่บนเรือ

    อาจารย์มานพ แย้มอุทัย (ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส.)

    “ออกมาแล้วววว เชิญชวนเยาวชนออกมาพากย์เรือ”

    ธรรมชาติของการแข่งเรืออยู่ในทุกภูมิภาคของเมืองไทย ซึ่งเป็นกีฬาที่สนุกสนาน แต่ระยะหลังพบว่า คนพากย์เรือคือหัวใจของงานที่จะทำงานให้งานสนุก หรือเป็นสีสันของงาน ที่จะดึงดูดคนมาร่วมงาน นักพากย์เรือยังสามารถสอดแทรกแนวคิดเรื่องวัฒนธรรม และร่วมรณรงค์ในปัจจัยเสียงได้ ซึ่งทำให้ สสส. ให้การสนับสนุนนักพากย์เรือ เพื่อให้เป็นนักสื่อสารสุขภาวะในงานแข่งเรือ

    อาจารย์มานพ แย้มอุทัย กล่าวต่ออีกว่า

    นักพากย์เรือเยาวชนสร้างสุขเป็นแนวคิดของ สำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) และ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ในการส่งเสริมให้เยาวชนออกมาพากย์เรือ เพราะแต่ก่อนมีการส่งเสริมให้มีการแข่งขันเรือยาวปลอดเหล้าแล้ว แต่ยังขาดการมีส่วนร่วมของเยาวชน นักพากย์เรือเยาวชนเป็นการส่งเสริมพื้นที่สร้างสรรค์ให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการรณรงค์เรื่องเหล้า และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เราจับความสำคัญได้ว่านักพากย์เรือ คือตัวชูกีฬาแข่งขันเรือยาว สร้างสีสัน มีความสำคัญอย่างมาก ทำให้คนอยากดูนักพากย์เรือ ส่วนเรือก็กันแข่งไป คนที่ได้ยินจากคุ้งน้ำ เขาฟังนักพากย์ เพราะเขาไม่สามารถมองเห็นเรือแข่งได้จากจุดสตาร์ หรือทั้งหมดของสนามแข่งเรือ เลยต้องฟังเสียงจากนักพากย์ ความสำคัญคือไฮไลท์ พอนักพากย์เรือสำคัญ เราก็สามารถที่จะใส่แมสเสจเข้าไปให้ชุมชน ประชาชน นักท่องเที่ยว ได้รับทราบข้อมูลต่างๆ ส่งต่อเรื่องราวภูมิปัญญาบ้าง เรื่องสื่อสารความรู้ หรือแม้แต่การรณรงค์ปลอดเหล้าในงานที่เราร่วมสร้างสรรกันมา

    นายวิษณุ ศรีทะวงศ์

    ทำไมจึงต้องสนับสนุนให้มีนักพากย์เรือเยาวชน

    นายวิษณุ ศรีทะวงศ์ กล่าวว่า

    เนื่องจากต้องการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้เยาวชนได้แสดงความสามารถ โดยเป็นการต่อยอดจากการส่งเสริมงานบุญประเพณีแข่งขันเรือยาวปลอดเหล้า เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนและส่งมอบวัฒนธรรมที่ดีจากผู้ใหญ่ส่งต่อสู่เด็ก เป็นการเริ่มต้นของการส่งเสริมการพากย์เรือเยาวชน ทั้งนี้ตัวเยาวชนเองยังได้เรียนรู้การพากย์เรือจากผู้ใหญ่ ซึ่งคิดว่าเยาวชนจะต่อ ยอดและพัฒนาสไตล์การพากย์เรือในแบบเฉพาะของตัวเองในอนาคต เพื่อให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ นอกจากนี้น้องๆหลายคนที่เข้ามาเรียนรู้การพากย์เรือ ก็เป็นการเปิดทางไปสู่อาชีพอื่นๆ เช่น ดีเจ พิธีกร ยูทูเปอร์ นักแคสเกม เป็นต้น ซึ่งเป็นการพัฒนาไปสู่เส้นสายอาชีพที่ชอบ

    คุณค่าของงานแข่งเรือ นักพากย์เรือก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่จะสามารถพูด สื่อสาร สืบต่อ สามารถพูดถึงเรื่องราวดีๆได้ การที่เราได้ผลักดันให้เยาวชนนักพากย์เรือได้อยู่ในจุดนี้ ก็ทำให้เราผลักดันเรื่องป้องกันการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จากการสื่อสารของเด็กๆได้

    นอกจากนี้ยังพบว่า เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงด้านวิถีการจัดงานบุญประเพณีแข่งเรือ เช่น เครื่องเซ่นไหว้ของเรือก็เริ่มไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และตัวอย่างจุดประสงค์ของการแข่งเรือของจังหวัดน่าน คือ การทำบุญ เน้นงานบุญ งานสืบสานประเพณี ซึ่งการแข่งเรือแบบปลอดเหล้า เป็นการทำบุญที่แท้จริงเพราะลดอุบัติเหตุ ลดความรุนแรง เป็นต้น

    นายสุรเชษฐ์ โพธิ์อ่อน

    การส่งเสริมและฝึกสอนนักพากย์เรือเยาวชน

    นายสุรเชษฐ์ โพธิ์อ่อน ครูผู้ฝึกสอนนักพากย์เรือเยาวชนจากภาคกลาง กล่าวว่า

    เรื่องการพากย์เรือเป็นภูมิปัญญาที่ไม่มีตำรา ซึ่งเราต้องศึกษารูปแบบการพากย์จากครู นักพากย์รุ่นใหญ่เช่นกัน แล้วมาสอนเด็กให้มีรูปแบบ มีตัวตนในการพากย์แบบของเขา คิดคำพูด คิดวิธีการพูดของตนเอง และสไตล์ของตัวเอง ซึ่งยากมากและท้าทายกับเด็กๆ ที่ไม่เคยดูการแข่งเรือ ไม่เคยนั่งเรือ ไม่เคยดูการแข่งขันพากย์เรือ

    ลูกศิษย์ที่ผมสอนมา และเคยพาเข้าร่วมการแข่งขันนักพากย์เรือเยาวชนรุ่นที่ 1 กับ สคล. ตอนนี้มีสองคน ซึ่งหลังจากกลับไป เด็กได้ใช้ความรู้ในการเป็นนักพากย์ฟุตบอลและพากย์กีฬาต่างๆต่ออีกด้วย 

    สนามการแข่งขันเรือยาวทุกวันนี้น้อยลง และเป็นเชิงธุรกิจ ผู้พากย์เรือก็เป็นเชิงธุรกิจ ไม่ได้สืบทอดทักษะไปสู่เยาวชน ผมจึงอยากถ่ายทอดให้เยาวชนได้สืบทอดการเป็นนักพากย์เรือให้คงอยู่ และให้เด็กมีโอกาสเข้ามาลอง มาพัฒนาศักยภาพตัวเอง

    มีลูกศิษย์ที่เคยได้รับรางวัลที่ท่าตูม รางวัลรองชนะเลิศประเภททีม ปี 2561 ผมรู้สึกดีใจมาก เพราะมีเวลาเตรียมตัวน้อยเพียงแค่สองเดือน เป็นความท้าทายทั้งของตัวเองและเด็กตัวแทนของภาคกลาง พอเด็กๆทำได้ ก็รู้สึกภาคภูมิใจมาก

            

    นายภูพิพัฒน์ กิตินันท์ (น้องภูผา) นักพากย์เรือเยาวชนจังหวัดน่าน

    “ออกมาแล้ว ออกมาเป็นนักพากย์เรือ”

    การเข้าร่วมกิจกรรมนักพากย์เรือเยาวชนปลอดเหล้า ทำให้น้องภูผาได้เข้าค่ายอบรม ได้พัฒนาตนเอง และมีสนามให้ลองพากย์เรือ รวมถึงได้เข้ามาทำงานอื่นๆ ของ YSDN ของสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ซึ่งเป็นการเปิดโลกทัศน์ของน้อง การเป็นนักพากย์เรือเยาวชนสร้างสุข นอกจากจะทำให้น้องเป็นที่รู้จักแล้ว ยังเป็นการฝึกความรับผิดชอบ ในการต้องหาข้อมูลและเตรียมตัวในการพากย์เรือให้ออกมาดีที่สุด รวมถึงต้องบริหารจัดการเวลาในการเรียนให้ดีที่สุดเช่นกัน

    นายภูพิพัฒน์ กิตินันท์ เล่าว่า

    ” ชอบครับ ชอบหัวเรือ พ่อเป็นโค้ช (บอกฝีพายว่าต้องพายอย่างไร) เคยเห็นอาจารย์สง่ามาพากย์เรือที่ตำบล และเห็นรุ่นพี่นักพากย์ เลยกลับมาลองเล่นกับเพื่อน พ่อเลยทำไม้พายเรือจำลองให้ มีคนมาถ่ายคลิป ในช่วง 8 ขวบ เลยได้ลองพากย์เรือที่ตำบลผาตอ อำเภอท่าวังผา เป็นการแข่งขันในช่วงสงกรานต์ ตอนนั้นรู้สึกตื่นเต้นมาก แต่พอได้พากย์ถึงสนามที่ 3 แล้วก็หายตื่นเต้น ประกอบกับได้พากย์กับอาจารย์สง่าและเพื่อนอีก 4 คน ทำให้คนรู้จักมากขึ้น จากนั้นก็พัฒนามาเรื่อยๆ ได้พากย์เรือของจังหวัดน่าน พอ สสส. มีอบรมนักพากย์เรือ ได้เข้าร่วมอบรมและคัดเลือก ก็ติดหนึ่งใน 6 คนที่ได้ไปพากย์เรือ ได้ไปประกวดนักพากย์เรือสร้างสุขของ สคล. ปีแรก ที่สนามอำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ปี 2562 ได้รางวัลชนะเลิศประเภททีม, และในปี 2565 ได้รางวัลชะเลิศประเภทดี่ยว ในงานแข่งขันเรือยาวจังหวัดน่าน วันที่ 22-23 ตุลาคม ปี 2565 ที่ผ่านมาด้วยครับ”

    การเป็นนักพากย์เรือของน้องภูผา ทำให้น้องได้สืบทอดวัฒนธรรมแห่งสายน้ำ และทำให้ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของการแข่งเรือ การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ การบริหารจัดการเวลาเพื่อไม่ให้ส่งผลต่อการเรียน เป็นการฝึกทักษะการใช้ชีวิตเบื้องต้นเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือ การที่น้องได้ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ และพาตัวเองให้ห่างไกลจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆนั่นเอง

    เสียงของน้องๆนักพากย์เยาวชนสร้างสุข สะท้อนให้เห็นถึงพลังและความมุ่งมั่น ในการค้นหาตัวเอง ไปพร้อมๆกับการส่งต่อ สืบทอดไว้ซึ่งอาชีพนักพากย์เรือ ซึ่งทุกวันนี้มีไม่มากเท่าไหร่ น้องๆเหล่านี้ เป็นกำลังสำคัญ ที่จะสืบทอดวัฒนธรรมเหล่านี้ไว้ เพื่อเป็นต้นแบบ เป็นแรงบันดาลใจ และส่งต่ออีกรุ่น

    นอกจากนี้ น้องๆยังสามารถ “สร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สร้างสรรค์อนาคตใหม่ๆ ที่ห่างไกลปัจจัยเสี่ยง เป็นนักสื่อสารเรื่องราวที่ดี ผ่านไมค์และเสียงอันทรงพลัง” ในงานประเพณีแข่งเรือที่ต่างๆ ให้คนได้รับรู้พิษภัยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกด้วย มากกว่าแค่การพากย์เรือให้สนุกสนานธรรมดา แต่สามารถเป็นพลังที่บอกต่อถึงการป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ให้ผู้ที่มารอฟังเสียงพากย์เรือของน้องๆเหล่านี้ด้วยเช่นกัน การส่งต่อทั้งสิ่งดีๆ และความสนุกสนานเฮฮา นี่แหละ เราจึงได้เรียกพวกเขาเหล่านี้ว่า “นักพากย์เรือเยาวชนสร้างสุข”

    ภาพ : นาฎชฎา แจ้งพรมมา

    บทสัมภาษณ์/บทความ : แผนงานนโยบายสาธารณะ