Category: งานบุญประเพณี

  • คณะสงฆ์เมืองกาฬสินธุ์ ถอดบทเรียนงานบวชสร้างสุข มีมติผลักดันต่อ พร้อมขยายผล และสื่อสารให้มากขึ้น

    คณะสงฆ์เมืองกาฬสินธุ์ ถอดบทเรียนงานบวชสร้างสุข มีมติผลักดันต่อ พร้อมขยายผล และสื่อสารให้มากขึ้น

    จากค่านิยมเรื่องการจัดงานบวชในอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ที่ได้เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบันก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยง เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  การมีมหรสพ ดนตรีฉลอง มีรถแห่เสียงดัง กระตุ้นการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เต้นยั่วยุ ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาท ความรุ่นแรงฆ่ากันตายในงานบวช สร้างความเดือดร้อนวุ่นวายต่อชุมชน ระหว่างชุมชน และสังคม  มีค่าใช้จ่ายมหาศาลในการจัดงานที่ยิ่งใหญ่ด้วยค่านิยมเชื่อว่าแสดงถึงฐานะทางสังคมของเจ้าภาพ  เกิดหนี้สิน ส่งผลให้เกิดภาพลบต่อเจ้าภาพที่จัดงานแบบเรียบง่าย  ประหยัด ที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยกลับถูกมองว่ายากจน  ซึ่งถือว่าเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงพระพุทธศาสนาของชาวพุทธในระยะยาว

    จนต่อมาได้เกิดเวที แลกเปลี่ยน แนวคิด การผลักดันนโยบายสาธารณะ งานบวชสร้างสุข เพื่อสร้างค่านิยมใหม่ให้เกิดขึ้นต่อการจัดงานบวช ของสังคมไทย โดยการประสานของ เจ้าอธิการแดง ปญฺญาวโร เจ้าคณะตำบลบึงวิชัย อ.เมืองกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2565 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมวัดกลาง อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ มีพระครูวรธรรมธัช ดร. เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานในที่ประชุม จากการประชุมก็ได้มีการหารือกันถึงแนวทางในการขับเคลื่อน

    ได้มีการบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) กันเกิดขึ้น ในพื้นที่ของ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างคณะสงฆ์ กับ ชุมชน และราชการในเขตอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ในการรณรงค์แนวคิดงานบวชสร้างสุข และผลักดันให้เกิดต้นแบบงานบวชสร้างสุขในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของคณะสงฆ์อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ในการร่วมกันลดปัจจัยเสี่ยง สร้างปัจจัยเสริมให้เกิดขึ้นเป็นสังคมสุขภาวะ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในขณะนี้  ซึ่งถือเป็นโอกาสในการจัดงานบวชแบบเรียบง่ายตามพระธรรมวินัย ป้องกันการติดเชื้อเป็นคลัสเตอร์งานบวชด้วย และเป็นการเอื้ออำนวยให้ลูกหลานชาวพุทธได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาได้ง่ายยิ่งขึ้นตามแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง  จัดงานบวชสร้างสุขแบบ  “บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย ห่างไกลอบายมุข ชุมชนอุ่นใจ เรียบง่าย ประหยัด  ปลอดภัย ไกลโควิด” เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการบวชอย่างแท้จริง และเป็นการสร้างวัฒนธรรมวิถีใหม่ให้เกิดขึ้น

    จากการดำเนินงานที่ผ่านมาของคณะสงฆ์อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ได้มีการถอดบทเรียนการการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุข ขึ้นที่ วัดป่าชัยมงคล ตำบลบึงวิชัย อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 เพื่อทบทวนการทำงานที่ผ่านมา แลกเปลี่ยนวิธีการ ปัญหา อุปสรรคในการดำเนินงาน พร้อมหาแนวทางในการจัดการกับปัญหาต่างๆ ร่วมกัน

    สรุปผลการขับเคลื่อน งานบวชสร้างสุขอำเภอเมืองกาฬสินธุ์

    1. เกิดรูปธรรม ต้นแบบงานบวชสร้างสุขในอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ มากว่า 30 งาน มีพระสงฆ์ที่ผ่านกระบวนการบวชสร้างสุข ไม่ต่ำกว่า 39 รูป
    2. เกิดนวัตกรรมการเชิดชูผู้ที่บวชสร้างสุข ผ่านการมอบใบประกาศเกียรติคุณ
    3. เกิดการสร้างการสื่อสาร รณรงค์ งานบวชสร้างสุขในหลายรูปแบบ
    4. เกิดการประสานความร่วมมือ การขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข ระหว่าง วัด บ้าน ราชการ (บวร.)

    พระครูจันทธรรมานุวัตร, ดร. เจ้าคณะอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ประธานในการประชุม ได้กล่าวว่า ถ้าดูจากวัตถุประสงค์ของโครงการบวชสร้างสุขแล้ว ก็ถือว่ามีความสอดคล้องในแนวนโยบายการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาในด้านสาธารณะสงเคราะห์ และด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา จึงได้รับเอาแนวนโยบายบรรจุเข้ากับแผนปฏิบัติการ ของคณะสงฆ์อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เราก็ได้ขับเคลื่อนมาตลอด ปี 2565 ที่ผ่านมา วันนี้จึงกำหนดให้มีการแลกเปลี่ยนกัน ถึง แนวทางการดำเนินงาน ปัญหาอุปสรรคระหว่าง การดำเนินงาน เพื่อหาแนวทางในการแก้ไข และพัฒนาต่อไป

    พระครูสิทธิชยาภิวัฒน์ เจ้าคณะตำบลลำปาว ได้กล่าวเพื่อแลกเปลี่ยนว่า ตามที่เราได้ไปนำเสนอกับเจ้าภาพว่า การจัดงานจะต้องจัดลักษณะแบบนี้ แบบนี้ เราก็ต้องยอมรับความเป็นจริงอย่างหนึ่งว่า สมัยก่อนที่ปู่ย่าตายายเราทำมาส่วนมาก มักมีชุความคิดหนึ่งว่า ไหนๆจะได้บวชลูกทั้งที อยากจะจัดหนักจัดใหญ่ ก็ไม่ค่อยได้มีปัญหาอะไร สมัยก่อนจะจัดงานใหญ่ขนาดไหนก็อยู่ในขอบเขตและก็ไม่มีการทะเลาะวิวาท ไม่มีการฆ่ากัน แต่สมัยนี้มันแตกต่างกันแต่ สมัยนี้เขาจัดใหญ่เพื่อต้องการความสนุกสนานกันก็คือรถแห่ที่กำลังติดเทรนด์มากในช่วงนี้ ชาวบ้านไหนจะมีผ้าป่า กฐิน งานบวช ไม่มีรถแห่นี่ คนจะไม่ค่อยไป คนจะไม่ค่อยใส่ใจ เราพยายามพูดอยู่หลายครั้งก็อยากที่เขาจะเข้าใจ พอเราออกกฎกติกาออกมา ว่าถ้ามีรถแห่ ไม่บวชให้ เขาก็ไปบวชวัดอื่น ฉนั้น จึงเสนอว่า จะต้องมีการบรูณาการร่วมกัน ให้ทุกวัดในเขตตำบล ในเขตอำเภอ หรือไปจนถึง ระดับจังหวัด ให้มีกฎกติการในลักษณะเดียวกันนี้ เชื่อว่า ญาติโยมจะถอยเอง

    ด้าน พระครูอรัญสุเมธาภรณ์ เจ้าคณะตำบลภูดิน เจ้าอาวาสวัดทุ่งศรีเมือง ได้กล่าวว่า ที่ทุ่งศรีเมืองเอง ชาวบ้านมีฐานะอยู่ในระดับปานกลางจึงสามารถขอความร่วมมือได้ง่าย ในเรื่องของการจัดงานบวชที่เรียบง่าย แต่ก็ยังมีอยู่บ้างที่ ยังคงจัดแบบเดิม ที่มีดนตรีเครื่องแห่ เลี้ยงฉลองใหญ่โต ผมเองก็ได้มีการบอกกล่าวทำความเข้าใจอยู่ตลอด เราอาจจะยังห้ามเขาไม่ได้ เราก็ต้องสร้างข้อตกลงกับเขา ว่าถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ รับผิดชอบอย่างไร พยาม ทำให้อยู่ในขอบเขตให้ได้มากที่สุด

    ในตอนท้าย พระครูจันทธรรมานุวัตร, ดร. เจ้าคณะอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ได้กล่าวต่อว่า จากที่ฟังจากหลายท่าน คิดว่าโครงการนี้มีประโยชน์ และหลายๆพื้นที่ก็เริ่มมีงานบวชต้นแบบ แต่ก็ยังคงมีปัญหาอุปสรรคอยู่บ้าง เราจึงต้องทำต่อไป ต้องช่วยกันสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจกับญาติโยม รวมไปถึง พระอุปัชฌาย์ ในพื้นที่อื่นๆ ได้ร่วมเป็นแนวปฏิบัติเดียวกันนี้ต่อไป

  • เทศบาลนครขอนแก่นร่วมกับเครือข่ายงดเหล้า เตรียมจัดงานสงกรานต์ถนนข้าวเหนียว “สนุก ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์”  ประจำปี 2566

    เทศบาลนครขอนแก่นร่วมกับเครือข่ายงดเหล้า เตรียมจัดงานสงกรานต์ถนนข้าวเหนียว “สนุก ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์” ประจำปี 2566

    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน เข้าร่วมหารือกับเทศบาลนครขอนแก่น นำโดย นายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น นายมนตรี สิงหปุณณภัทร รองนายกเทศมนตรีนครขอนแก่น และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมสำนักงานเทศบาลนครขอนแก่น โดยมี 3 ประเด็นในการหารือร่วมกันในครั้งนี้ คือ

    1. การจัดงานสุดยอดสงกรานต์อีสาน เทศกาลดอนคูนเสียงแคน และถนนข้าวเหนียว สนุก ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์ ประจำปี 2566
    2. การทำ MOU ขับเคลื่อนนโยบายงานศพ ปลอดเหล้า ปลอดการพนัน กับชุมชนในเขตเทศบาลนครขอนแก่น
    3. งานวิ่งพักตับ ชมตะวันตกดิน , งานครบรอบ 15 ปี พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และกิจกรรมดนตรีเยาวชน ณ สวนสาธารณะบึงทุ่งสร้าง จังหวัดขอนแก่น

    งานสุดยอดสงกรานต์อีสาน เทศกาลดอนคูนเสียงแคน และถนนข้าวเหนียว สนุก ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์ ในปีนี้ มี CONCEPT ในการจัดงานว่า “สาดซิ่ง สาดศิลป์” เป็นการจัดงาน 2 รูปแบบ “สาดซิ่ง” สงกรานต์แบบสนุกสนาน กิจกรรมดนตรี 10 เวที บนถนนข้าวเหนียว และ “สาดศิลป์” ถนนศิลปะ ของดี งานศิลป์ ในบริเวณถนนด้านหน้าโรงแรมโฆษะขอนแก่น

    การจัดงานในปีนี้ เทศบาลนครขอนแก่น ยังคงดำเนินการจัดงานเน้นความปลอดภัย ระเบียบเรียบร้อย “สนุก ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์” ร่วมกับกิจกรรมสร้างสรรค์ของเครือข่ายองค์กรงดเหล้า เครือข่ายเยาวชน และหน่วยงานหลักในจังหวัด รวมไปถึงสปอนเซอร์ต่างๆ ทั้ง 10 เวทีที่จะเข้ามาร่วมสร้างสีสันและควมสนุกบนถนนข้าวเหนียว ต่างก็ต้องมีการทำข้อตกลงความร่วมมือ ในการจัดงานร่วมทั้ง 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 13 – 15 เมษายน คือ

    1. ห้ามพนักงาน/เจ้าหน้าที่ หรือนักดนตรี ที่ประจำแต่ละเวที นำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาดื่มในงานหรือบริเวณเวที
    2. หากพบเห็นการดื่มแอลกอฮอล์ หรือคนเมาในบริเวณเวทีการแสดง ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ที่ประจำจุดต่างๆบนถนนข้าวเหนียว
    3. หากมีการทะเลาะวิวาทเกิดขึ้น ให้หยุดการแสดง/เล่น ทัที และประกาศแจ้งเจ้าที่หน้าตำรวจ
    4. ทุกเวทีต้องงดใช้เสียงตามที่ทางเทศบาลกำหนด ในเวลา 21.00 น.
    ภาพกิจกรรมรณรงค์สงกรานต์ถนนข้าวเหนียว ปี 2561

    นอกจากนี้ ยังได้มีการเตรียมทำ MOU ขับเคลื่อนนโยบาย งานศพ ปลอดเหล้า ปลอดการพนัน กับชุมชนในเขตเทศบาลนครขอนแก่น ซึ่งมีทั้งหมด 95 ชุมชน แต่นายกเทศมนตรีนครขอนแก่่น จะชวนชุมชนที่สมัครใจ ที่ทำอยู่แล้ว และมีความเข้มแข็ง เข้าร่วม โดยทางเทศบาลนครขอนแก่นจะร่วมกับเครือข่ายงดเหล้าจังหวัดขอนแก่น จัดเวที MOU ประกาศนโยบาย และมอบป้ายสำหรับเจ้าภาพจัดงานให้แต่ละชุมชนที่เข้าร่วม เป็นการสนับสนุนให้ชุมชนมีต้นทุนในการขับเคลื่อนงาน

    ในส่วนของ “งานวิ่งพักตับ ชมตะวันตกดิน” เป็นการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองการครบรอบ 15 ปี พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กับการปกป้องเด็กและเยาวชนในสังคมไทย โดยในกิจกรรมจะมีการประกวดดนตรีร่วมสมัย ควบคู่กับการออกบูธกิจกรรมของเยาวชน และงาน “วิ่งพักตับ ชมตะวันตกดิน” เป็นการวิ่งเพื่อสุภาพ ระยะ FUNRUN 5 KM. จะจัดขึ้น ณ สวนสาธารณะบึงทุ่งสร้าง จังหวัดขอนแก่น ในวันเสาร์ที่ 25 มีนาคม 2566

    ภาพงานวิ่งพักตับ ปี 2561

    ทั้ง 3 กิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในระหว่างช่วงเดือน มีนาคม-เมษายน ปี 2566 ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากเทศบาลนครขอนแก่น โดยนายกเทศมนตรีนครขอนแก่น ได้มอบหมายให้แต่ละส่วนงาน ประสานความร่วมมือต่อกับเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดขอนแก่น เพื่อเตรียมความพร้อมในการดำเนินงานต่อไป

    ภาพ : เทศบาลนครขอนแก่น

    ข่าว : แผนงานนโยบายสาธารณะ เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน

  • อบต.ทรายขาว อ.พาน “ประชุมพลังชชุมชนเข้มแข็ง 4 ประสานสู่การจัดการถนนปลอดภัย”

    อบต.ทรายขาว อ.พาน “ประชุมพลังชชุมชนเข้มแข็ง 4 ประสานสู่การจัดการถนนปลอดภัย”

    การดำเนินการ เพื่อแก้ไขปัญหาความปลอดภัยทางถนน ในการแก้ไขปัญหาความปลอดภัยทางถนน โดยเน้น ที่ปัจจัยเสี่ยง 5 ประการ และปัญหาที่ส คัญ 2 ด้าน ได้แก่ การเสียชีวิตและการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทาง ถนน สำ หรับการปรับปรุงในระยะยาว ให้มีการจัดการแบบครอบคลุมที่เกี่ยวข้อง กับหลายภาคส่วน โดยให้พิจารณาทั้งยานพาหนะ ผู้ใช้ ถนน และสภาพถนน ส่วนในระยะสั้นการเปลี่ยนแปลง บางประการสามารถดำเนินการให้สำเร็จได้ด้วยวิธีการ ที่คุ้มค่าต่อการลงทุน เช่น การออกกฎหมายความ ปลอดภัยทางถนนที่ครอบคลุม การบังคับใช้กฎหมาย และการรณรงค์เพื่อเพิ่มความตระหนัก

    เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2566 ณ อบต.ทรายขาว อ.พาน จ.เชียงราย ได้มีการประชุมโครงการสานพลังชชุมชนเข้มแข็ง 4 ประสานสู่การจัดการถนนปลอดภัย ประกอบด้วยหลายหน่วยงานในพื้นที่ เช่น ตำรวจจราจรเชียงราย คณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตอำเภอพาน ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลทรายขาว เบื้องต้นให้เลือกจากจุดที่มีคนในชุมชน หรือชุมชนใกล้เคียง ใช้สัญจรไปมาเป็นประจำ เป็นจุดที่อยู่ใกล้กับสถานที่สำคัญซึ่งเป็นที่รวมกลุ่มของคนในชุมชน เช่น โรงเรียน  วัด ตลาด และเป็นจุดซึ่งเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง และหรือมีความสูญเสียจากอุบัติเหตุสูง อาจเป็นได้ทั้งทางแยก ทางตรง ทางโค้ง ทางแคบ จุดกลับรถ  หรือแม้แต่ทางข้าม และบริเวณสภาพถนนที่มีความความบกพร่อง โดยใช้ความถี่ของการเกิดอุบัติเหตุ

    นายจีรพงษ์ ใจวงค์ นายกองค์การบริหาส่วนตำบลทรายขาว อ.พาน จ.เชียงราย กล่าวว่าจากแนวคิดสู่นโยบาย ว่าจะทำอย่างไรในพื้นที่ อบต.มีความปลอดภัยทางการใช้ถนน จึงได้นำเสนอทาง สสส.เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยในชีวิติประจำวัน การดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่าสถานการณ์สู่กาจัดการความาปลอดภัยทางถนน ว่ามีพฤติความเสี่ยงเช่นการดื่มสุรา คิดเป็น 63% รองลองมาการสวมหมวดนิรภัยในเวลาขับขี่ จึงสท้อนให้เห็นความอุบัติและการสูญเสีย  “โครงการสานพลังชชุมชนเข้มแข็ง 4 ประสานสู่การจัดการถนนปลอดภัย” เป็นอีกแนวทางหนึ่งจะสร้างจิตสำนึก และสร้างตระหนัก ของผู้ขับขี่ รถยนต์ พฤติกรรมในการขับขี่ การปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด

  • กาชาดสกลนคร คุมเข้ม “ปลอดเหล้า ปลอดบุหรี่”

    กาชาดสกลนคร คุมเข้ม “ปลอดเหล้า ปลอดบุหรี่”

    จังหวัดสกลนคร จัดงานกาชาด ประจำปี 2566 เป็นเวลา 10 วัน ระหว่างวันที่ 13 – 22 มกราคม 2566 ณ ศาลากลางจังหวัดสกลนคร อำเภอเมืองสกลนคร

    งานกาชาดสกลนคร เป็นหนึ่งในงานหลักของจังหวัด ที่มีนโยบายอย่างเข้มข้น ในการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ทั้ง เหล้า บุหรี่ ยาเสพติด และอาวุธ โดยทีมสหวิชาชีพจังหวัดสกลนคร มีการออกนโยบายงานกาชาดปลอดเหล้า โดยบังคับใช้ควบคุมไปกับนโยบายงานบุญประเพณีปลอดเหล้าระดับจังหวัด มีสำนักงานสาธารณสุข เลขาคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอลืระดับจังหวัด เป็นแกนหลัก ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานเฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมายในงานต่างๆของจังหวัด ทั้งระดับจังหวัด อำเภอ และงานระดับตำบล

    กาชาด ประจำปี 2566

    โดยการอำนวยการของนางสาวจิราภรณ์ เบิกบานดี นายอำเภอเมืองสกลนคร, นายพลนาภา นนสุราช สาธารณสุขอำเภอเมืองสกลนคร มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขอำเภอเมืองสกลนคร เข้าร่วมปล่อยแถวเจ้าหน้าที่ปฏิบัติภารกิจรักษาความสงบเรียบร้อย โดยมี นางจุรีรัตน์ เทพอาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร เป็นประธาน และร่วมกิจกรรมรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ การเฝ้าระวัง ป้องกันการละเมิดกฏหมายตาม พ.ร.บ.คุมคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และ พ.ร.บ..ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูย พ.ศ.2560 ภายในบริเวณสถานที่จัดงานรวมน้ำใจไทสกล จังหวัดสกลนคร ประจำปี 2566 โดยบูรณาการร่วมกับ เครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดสกลนคร,สหวิชาชีพ

    การมีส่วนร่วมของหน่วยงานในพื้นที่

    เจ้าหน้าที่ ภาคีเครือข่าย/หน่วยงานทำงานร่วม โดยมี ตำรวจ ทหาร ปกครอง สรรพสามิต สสจ. สคร. เครือข่ายทูบีนัมเบอร์วัน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สกลนคร เครือข่ายสื่อมวลชนจังหวัดสกลนคร เครือข่ายองคกรงดเหล้าจังหวัดกลนคร

    • ประชุมวางแผน เตรียมการเฝ้าระวังและออกตรวจรายวัน/สรุปการดำเนินงาน
    • เฝ้าระวัง และออกตรวจเตือน/จับ การกระทำผิด พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายในงาน  โดยมีการดำเนินงานทุกวัน ระหว่างวันที่ 13 – 22 มกราคม 2566  ในพื้นที่จัดงาน โดยมีการเดินตรวจร้านค้าทุกร้าน ทั้งในบริเวณศาลากลาง และถนนรอบศูนย์ราชการที่จัดงาน
    • ที่กองอำนวยการ สภ.สกลนคร โดยร้อยเวรและทีม ตั้งจุดดำเนินการจับ/ปรับที่นี่เลย เพื่อดำเนินการจับ/ปรับจริงทันที  หากมีการกระทำผิดในงาน ไม่ต้องไปสถานีตำรวจ และเตรียมรถขังนักโทษมาด้วย 1 คัน เพื่อจับขังนักเลงที่ก่อเหตุทะเลาะวิวาทในงาน

    ในวันที่ 13 มกราคม 2566 ทีมออกตรวจได้มีการขึ้นไปประชาสัมพันธ์บนเวทีแสดงคอนเสิร์ต ก่อนเวลาที่ศิลปินจะขึ้นแสดง เพื่อประชาสัมพันธ์ถึงมาตรการต่างๆ ที่ทางจังหวัดได้มีการควบคุม ทั้งเหล้า เบียร์ บุหรี่ อาวุธ โดยต้องปลอด 100% อย่างชัดเจน

    มีข้อห้าม 3 สิ่ง ดังนี้

    1. ห้ามจำหน่ายและดื่มแอลกอฮอล์ภายในงาน

    2. ห้ามสูบบุหรี่ในบริเวณงาน

    3. ห้ามพกพาอาวุธเข้ามาในงาน

    มีการประกาศขอความร่วมมืออย่างชัดเจน และแจ้งว่ามีการลงโทษอย่างแน่นอน สำหรับผู้ที่กระทำผิด และตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน 10 วัน เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยดี

    ภาพ/ข้อมูล : ประชาคมงดเหล้าจังหวัดสกลนคร

  • ภาคเหนือตอนบน จัดประชุมขับเคลื่อนชุมชนสร้างสุขภาวะ ลดปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    ภาคเหนือตอนบน จัดประชุมขับเคลื่อนชุมชนสร้างสุขภาวะ ลดปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    เป็นกลไกขับเคลื่อนงานระดับภูมิภาค โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ดำเนินโครงการสนับสนุนประชาคมเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะชุมชนล้านนา ลดปัญญาหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และปัจจัยเสี่ยงภาคเหนือตอนบน โดยมีภารกิจในการกำกับทิศทางการทำงาน ติดตามหนุนเสริมกระบวนการทำงานของพื้นที่ ร่วมกันผลักดันให้เกิดกลไกในชุมชน/ตำบล/อำเภอ/จังหวัด ในแก้ไขปัญหาแอลกอฮอล์ ตลอดการจัดการความรู้ หนุนเสริมศักยภาพประชาคมเครือข่ายองค์กรงดเหล้า 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน เพื่อให้การประสานการทำงานของโครงการให้เกิดผลสัมฤทธิ์

    เมื่อวันที่ 24-25 ธันวาคม 2565 ณ โรงแรมพะเยาเกทเวย์ อ.เมือง จ.พะเยา ศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าฯ จึงได้จัดการประชุมคณะทำงานประชาคมเครือข่ายองค์กรงดเหล้า 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน เพื่อวางแผนงานการขึ้นโครงการภาคและจังหวัด เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทและทิศทางการทำงานรวมถึงตัวชี้วัดของ สสส.ต่อไป

    นายธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายงดเหล้า (สคล.) กล่าวว่าแต่เดิมทางโครงการงดเหล้าเข้าพรรษา งานศพและงานประเพณีปลอดเหล้า วัดปลอดเหล้า จากโครงการระดับประเทศ และกระจายเข้าสู่ระดับพื้นที่ที่ต้องการดำเนินงาน ซึ่งเป็นลักษณะโครงการร่ม ใหญ่ โดยเป็นการทำเอาโครงการเป็นตัวตั้งและหาคนดำเนินการ และ สสส. ให้มีคน ประสานงานระดับจังหวัด คือ “ประชาคมงดเหล้าจังหวัด” และจะมีโครงการเข้ามาสนับสนุนการดำเนินงาน เพื่อให้เกิดตัวบุคคลในพื้นที่ในการดำเนินงาน โดยมีการคาดหวังให้ประชาคมงดเหล้า เข้าเป็นตัวแทนไปอยู่ใน กรรมการควบคุมงดเหล้าระดับจังหวัด ที่สุดแล้วในการแก้ปัญหาเรื่องเหล้าต้องใช้กลไกภาครัฐเข้ามาช่วยแก้ปัญหา ในระดับหนึ่ง และประชาคมควรเข้าไปอยู่ในกลไกนั้น ด้วยเหตุนี้จึงเกิดโครงสร้างประชาคมงดเหล้าใน 77 จังหวัด ซึ่งประชาคมงดเหล้าสามารถมาจากคนในชุมชน พระสงฆ์ ส่วนราชการ หรือบุคลากรที่มาจากหลากหลาย ซึ่งอาจมี ภารกิจของตัวเอง และสามารถเข้ามาด าเนินงานในภาคประชาคมได้ ซึ่งโครงการออกแบบมาให้มีการท างานอย่าง ต่อเนื่อง และมีการทบทวนจุดยืน

  • ชาติพันธุ์กระเหรี่ยง คาดหวังถ่ายทอดพิธีบุญข้าวใหม่ ให้รุ่นหลังรับช่วง

    ชาติพันธุ์กระเหรี่ยง คาดหวังถ่ายทอดพิธีบุญข้าวใหม่ ให้รุ่นหลังรับช่วง

    วันนี้จะพาทุกคนมาเที่ยวชมวิถีชีวิตวัฒนธรรมชาวไทยเชื้อสายกระเหรี่ยง ในฤดูกาลเกี่ยวข้าวหมุนเวียน รอวันกินข้าวใหม่ เป็นประเพณีที่สืบทอดมาแต่สมัยโบราณนานนับร้อยปี ให้ลูกหลานได้รู้จักวิถีชีวิตดั้งเดิมหาชมได้ยาก ไปเที่ยวชมวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงบางกะม่าร่วมกับผู้ใหญ่บ้าน และชุมชนร่วมกันจัดขึ้น เพื่อเป็นการฟื้นฟูวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชุมชนชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงให้คงอยู่ เมื่อถึงช่วงหน้าเกี่ยวข้าวจะมีการจัดเตรียมอุปกรณ์ และเครื่องสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล มีผู้นำหมู่บ้านพร้อมชาวบ้านจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าทอมือเป็นชุดประจำพื้นถิ่นของชนชาติกะเหรี่ยง ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนชาวกะเหรี่ยงที่นำอุปกรณ์การเก็บเกี่ยวข้าวเปลือกที่เรียกว่า “ปา” ใช้สำหรับเก็บข้าวฟ่อน และ “ ไน” ใช้สำหรับใส่ข้าวเปลือก และ “โงใหญ่” เป็นอุปกรณ์ใส่ข้าวฟ่อนเพื่อใช้แบกข้าวฟ่อนขึ้นบนห้างสูง ที่ทำไว้สำหรับใช้นวดข้าวให้หล่นตกมาด้านล่าง เมื่อนวดข้าวเหลือแต่เม็ดแล้วก็จะนำไปใส่แบบข้าวแบ่งกันกลับไป เป็นข้าวสายพันธุ์ที่ไม่ต้องซื้อกินลักษณะคล้ายตะกร้าทรงสูงเป็นอุปกรณ์ที่จักสานมาจากไม้ไผ่ละเอียดโดยจะมีการนำเชือกร้อยใส่ที่กลางตะกร้า เพื่อนำขึ้นคล้องใส่ไว้บนศีรษะ เตรียมนำไปใส่ฟ่อนข้าวที่เก็บเกี่ยวอยู่ไร่ปลูกข้าว เพื่อเอามานวด

    การจัดกิจกรรมว่า เป็นประเพณีที่สืบทอดต่อกันมานับร้อยปีมาแล้ว ซึ่งชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่า พระแม่โพสพจะอยู่บนสวรรค์ จะมีกระเช้าจะเปรียบเสมือนกระเป๋าเงินกระเป๋าทองที่พระแม่โพสพให้มาจะมีเมล็ดข้าวเมล็ดงา ดอกไม้ต่างๆ เสร็จแล้วพระแม่โพสพก็จะให้โอวาทกับกลุ่มชาติพันธุ์จากนั้นจึงกลับขึ้นสวรรค์โดยกระเป๋าที่ทิ้งให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์สืบต่อมานั้นเป็นสายใยรักของท่านอย่าไปทิ้ง ขอให้สืบทอดต่อไปนอกจากนี้ด้านในกระเป๋ายังมีกล้วย ข้าวห่อ หมากพลู เคียวเกี่ยวข้าว พร้อมกับอ้อยอีก 1 ลำ พอเกี่ยวข้าวแม่โพสพใหญ่แล้วก็จะนำมาเก็บไว้ในฉาง เป็นประเพณีสืบทอดกันมายาวนาน 200 – 300 ปีแล้ว ตั้งแต่ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงเกิดขึ้นมาทั่วประเทศไทย ส่วนพื้นที่การปลูกก็จะขึ้นอยู่กับสภาพแต่ละพื้นที่ เช่น เชิงเขาสูง ที่ราบ ช่วงฤดูการเตรียมหาพื้นที่ปลูกตั้งแต่เดือนมกราคม ซึ่งอาจจะปลูกช่วงเดือนสิงหาคม จะต้องมีอุปกรณ์ตามที่แม่โพสพบอกไว้ วิธีการปลูกนั้นเป็นลักษณะแบบหมุนเวียน ใช้ไม้แทงหยอดลงดินตามหลุมโดยพันธุ์ข้าวมี 2 สายพันธุ์คือ พันธุ์อั้งเจิง และพันธุ์ว่องลาย หลังจากเกี่ยวข้าวเสร็จก็จะนำข้าวฟ่อนขนขึ้นไปบนห้างเรียงเก็บไว้เป็นแถว เมื่อถึงเวลานัดหมายก็จะช่วยกันนวด ช่วยกันฟาด เพื่อให้เมล็ดข้าวได้หล่นลงตามล่องไม่ไผ่มาด้านล่าง ที่มีฝืนรำแพนใหญ่ที่สานจากไม้ไผ่ปูรองไว้ คนที่อยู่ด้านล่างก็จะใช้พัดโบกเพื่อให้ข้าวเปลือกที่เป็นเม็ดลีบปลิวออกจากกอง จากนั้นจึงขนนำไปใส่กระล่อมข้าว เพื่อเตรียมจัดพิธีกินข้าวใหม่อีกครั้งในเดือนมกราคม เป็นการเสร็จพิธีของชาติพันธุ์ โดยเป็นการปลูกข้าวแบบหมุนเวียนจัดแบ่งพื้นที่ในการปลูกแต่ละครั้ง 

    สำหรับพื้นที่การนวดข้าวจะทำห้างลักษณะสูง มีบันไดไม้สูง เวลานำฟ่อนข้าวขึ้นไปด้านบนแล้วนวดฟาดลงมาจะมีเมล็ดข้าวแกร่งร่วงตกหล่นลงมาลงด้านล่างมีน้ำหนัก ส่วนเมล็ดข้าวที่มีลักษณะลีบก็จะปลิวไปตามแรงโน้มถ่วง และจะใช้แรงงานคนพัดวีเพื่อให้เมล็ดข้าวที่ลีบปลิวออกไปก็จะได้แต่เมล็ดข้าวที่สมบูรณ์เมื่อนำไปหุงจะเป็นข้าวใหม่ที่มีกลิ่นหอม เหนียว นุ่ม คล้ายข้าวหอมมะลิ และยังเป็นข้าวอินทรีย์ที่ไม่ใช้สารเคมีด้วย สำหรับชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงบ้านหินสี ตำบลยางหัก หลังจากเสร็จสิ้นฤดูเกี่ยวข้าวแล้ว ก็จะตากข้าวไว้ให้แห้ง จากนั้นก็จะกำหนดวันรวมกลุ่มนัดหมาย เพื่อจัดพิธีกินข้าวใหม่กันอีกครั้งในช่วงเดือนถัดจากนี้ไป

    เมื่อวันที่ 24-25 ธันวาคม ที่ผ่านมา ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านบางกะม่า ได้จัดพิธี “งานบุญข้าวใหม่”ขึ้นบริเวณลานกิจกรรมของหมู่บ้าน ซึ่งเป็นการจัดโดยชุมชนบ่งกะม่า และภาคึเครือข่ายที่ร่วมเป็นผู้สนับสนุนการสร้างพื้นที่ของวัฒนธรรมสร้างสุข สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ภาคตะวันตก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ศูนย์พัฒนาพื้นที่สูงจังหวัดราชบุรี สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง 

    โดยงานบุญข้าวใหม่เป็นความเชื่อเกี่ยวกับพระเม่โพสพของชาวกะเหรี่ยง เริ่มมีการเพาะปลูก หรือเรียกภาษากะเหรี่ยงว่า “ชีบ่งบึ้ง” ซึ่งพิธีนี้ถูกทำขึ้นตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ซึ่งไม่สามารถคาดเดาได้ว่าทำมาตั้งแต่เมื่อไร แต่พิธีดังกล่าวมีพีธีกรรมได้แก่ การปลูกข้าวครูไว้จำนวน 9 กอง ก่อนที่จะปลูกข้าวครู ก็จะทำพิธีอันเชิญพระแม่โพสพมาจากสวรรค์ แล้วจึงปลูกข้าว นี่คือขวัญข้าวแม่ข้าวที่เป็นตัวแทนของข้าวในไร่เป็นครูของข้าวทั้งหมด ซึ่งแม่พระแม่โพสภจะมาอยู่ตรงนี้ จะมีการจุดเทียนแล้วนำเมล็ดข้าวแม่โพสพ แม่ธรณี แม่คงคา มาห่อรวมกัน เมื่อถึงเวลาพระแม่โพสพมาแล้ว ช่วงที่เราปลูกข้าวจนถึงฤดูการเก็บเกี่ยว นำข้าวขึ้นลานแล้วจะนำข้าวใหม่ก็จะมีการขอบคุณพระแม่โพสภด้วยการเลี้ยงพระแม่โพสภโดยอาหารที่นำมาเลี้ยงประกอบไปด้วย แกงหอย แกงเผือก แกงมัน จะต้องมีเถาวัลย์ที่เรียกว่า “ชั่งไก่ดุ๊”มาผูกไว้ แล้วจะมีการนำเครื่องมือในการทำเกษตรและเครืองครัวที่ให้ในการหุงหาอาหารมาร่วมอยู่มในพิธีกรรมขอบคุณพระแม่โพสพด้วย และเมื่อทำพิธีเลี้ยงพระแม่โพสพเสร็จสิ้น ก็จะทำการอันเชิญท่านกลับสวรรค์ ซึ่งจะทำการอันเชิญอีกครั้งเมื่อถึงฤดูการเพราะปลูกครั้งต่อไป 

    ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความเชื่อของชุมชนกะเหรี่ยง ที่ทำกันมาอย่างยาวนาน เมื่ออดีตกาลพิธีดังกล่าวถูกทำในเฉพาะครัวเรือน แต่เมื่อยุดสมัยเปลี่ยนไป มีการปลูกข้าวน้อยลง มีปัญหาเรื่องที่ทำกินที่ทางราชกาลป่าไม้ไม่ให้มีการทำไร่หมุนเวียน ถูกจำกัดสิทธิ์ ทำให้การปลูกข้าวน้อยลง ทำให้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ คือการรวมทำพร้อมกันทั้งชุมชนเพื่อทำพิธีเดียวกัน เมื่อทำพร้อมกันทำให้เกิดพลังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เป็นจุดสนใจในส่วนของนักท่องเที่ยว มีคนเข้ามาร่วมมากขึ้น มีเครือข่ายมากขึ้น ตรงนี้ส่งผลดีเรื่องการสืบสานต่อคนรุ่นหลัง 

    สาเหตุที่ต้องทำพิธีการการได้ขอบคุณธรรมขาติ ถ้าเรามีความเชื่อและมีความศรัทธากับธรรมชาติจึงทำให้เกิดความผูกพันธ์กับธรรมชาติมากขึ้น เรามีความเชื่อในเรื่องพิธีกินข้าวใหม่ เราจะต้องแบ่งข้าวไว้7 กอง กองที่ 1 ให้สัตว์ต่างๆได้กิน กองที่ 2 ให้พระหรือนักบวช กองที่ 3 ให้พ่อแม่ปู่ย่าตายาย กองที่ 4 ให้หญิงหม้าย เด็กกำพร้า กองที่ 5 ให้ญาติพี่น้องที่มาช่วยเก็บเกี่ยว กองที่ 6 เก็บไว้กินเอง กองที่ 7 เก็บไว้เป็นเมล็ดพันธ์ นอกจากนั้นวิถีของชาวกะเหรี่ยง เมื่อมีเมล็ดพันธ์ข้าวเราจะนำมาแลกเปลี่ยนกันในชุมชนและสุดท้ายคนเราไม่สามารถดยู่คนเดียวได้ เราก็จะเอื้อกัน ใครแข็งแรงก็ช่วยคนที่อ่อนแอ  คนไหนที่มีมากก็แบ่งปันคนอื่นถ้าสังคมรู้จักการแบ่งปัน สังคมก็จะสงบสุข ส่วนเรื่องของการท่องเที่ยวก็ก็อยากให้มาเรียนรู้ร่วมกันว่าประเพณีวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่อาจจะมีความแตกต่างกัน แล้วถ้าตรงไหนมันดีมีคุณค่าเราก็ช่วยกันส่งเสริม สิ่งสำคัญคือถ้าประเพณีเรายังอยู่ ถ้าเราไม่อายในเรื่องของชาติพันธุ์และเห็นคุณค่าจะเป็นความเข้มแข็งในชุมชน ในส่วนของการท่องเที่ยวบางกะม่า เส้นทางการเดินทางมีความลำบากการที่จะขึ้นมาได้นั้นต้องใช้ความอดทน ไม่มีไฟฟ้าให้ใช้ นักท่องเที่ยวที่มานั้นจะเป็นกลุ่มคนที่รักและอนุรักษ์ธรรมชาติ และในทุกๆปีจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มมกขึ้นเรื่อยๆ ทั้งคนเก่าและคนใหม่ ดังนั้นเราจึงต้องมีการส่งเสริมอาชีพของชุมชนเพื่อให้ชุมชนมีรายได้ ถ้าเขามีรายได้เค้าก็จะรักษาประเพณีที่ดีงามนี้ไว้ และลูกหลานรุ่นใหม่ก็จะสานต่อประเพณีวัฒนธรรมรุ่นต่อรุ่นไป บางกะม่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ทีมีลักษณะเป็นธรรมชาติเชิงนิเวศจะมีความสุขการ สุขใจ มีอากาศที่ดีการต้อนรับที่ดีของชาวบ้านก็จะทำให้นักท้องเที่ยวได้มีความสุขด้วยเช่นกัน

    ต้องบอกว่าประเพณีวัฒนธรรม “กินข้าวใหม่”ของชุมชนชาติพันธุ์ไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง มีความน่าสนใจและโดดเด่นด้านคุณค่าเชิงวัฒนธรรมอย่างมากเลยทีเดียว สิ่งที่น่าสนใจคือ การจัดงานดั้งเดิมแบบวิถีใหม่ ไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานบุญ สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจในรากเหง้าของความเป็นชุมชนกะเหรี่ยงวิถีความเป็นอยู่ วิถีชีวิต สามารถมาที่หมู่บ้านบางกะม่า ต.บ้านบึง อ.บ้านคา จ.ราชบุรี ได้เลยครับ ผู้นำชุมชนพร้อมด้วยชาวบ้านพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มใจอย่างแน่นอน