Category: งานบุญประเพณี

  • เครือข่ายงดเหล้าภาคอีสานตอนบน หนุนงานลอยกระทงปลอดเหล้า ปลอดภัย ปี 2565

    เครือข่ายงดเหล้าภาคอีสานตอนบน หนุนงานลอยกระทงปลอดเหล้า ปลอดภัย ปี 2565

    พื้นที่รณรงค์งานลอยกระทงปลอดเหล้า ภาคอีสานตอนบน

    พื้นที่จัดงานลอยกระทงปลอดเหล้า ปลอดภัย ใน 11 จังหวัดภาคอีสานตอนบน

    อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม , ตำบลดงบัง จังหวัดมหาสารคาม , เทศบาลเมืองมหาสารคาม , เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด , แก่งดอนกลาง อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ , กุดน้ำกิม อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ , สวนสาธารณะกุดป่อง อำเภอเมืองเลย , อำเภอเมืองหนองบัวลำภู , อำเภอโนนสัง หนองบัวลำภู , อำเภอหนองหาน อุดรธานี , หนองประจักษ์ อุดรธานี , มหาวิทยาลัยขอนแก่น , อำเภอกระนวน ขอนแก่น , เทศบาลตำบลบึงโขงหลง บึงกาฬ , เทศบาลนครสกลนคร , บึงพลาญชัย เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด

    หลายพื้นที่ของเครือข่ายงดเหล้าภาคอีสานตอนบน ร่วมขับเคลื่อน รณรงค์สร้างสรรค์ และเฝ้าระวังในงานประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2565 ที่เคยดำเนินงานร่วมกับเจ้าภาพเรื่อยมาและได้หยุดจัดงานไปในช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด 19 ในปีนี้ หลายพื้นที่ได้เข้าจับมือต่อกับพื้นที่ เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัย สำหรับงานประเพณีที่งดงาม อย่างงานประเพณี “ลอยกระทง” ให้เกิดความปลอดภัย ปลอดเหล้า และปลอดจากความเสี่ยงต่างๆ

    การเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้สำหรับเยาวชนได้ออกมาจัดกิจกรรม และมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์พื้นที่ตัวเองให้ปลอดภัย มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นในงาน ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่หลายจังหวัดเข้าไปหนุนเสริม และให้ความสำคัญกับเยาวชนเหล่านี้ ได้ป้องกันตัวเองจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เพื่อเอาเวลามาทำกิจกรรมดีๆ เป็นเยาวชนต้นแบบ นอกจากจะเป็นสิ่งที่ดีต่อตัวของเขาเองในการทำสิ่งดีๆแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ได้พัฒนา ต่อยอด สร้างสรรค์ หรือค้นหาตัวเองอีกด้วย

    นอกจากนี้ ในส่วนของหน่วยงาน ภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ก็ร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง ในการปกป้องพื้นที่ ให้มีความปลอดภัย มากไปกว่าการจัดงานเพียงเพื่อความสนุกสนาน แต่ยังคำนึงถึงความปลอดภัยรอบด้าน จากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เหล้า บุหรี่ ยาเสพติด อาวุธ ประทัด อันตรายทางน้ำ อุบัติเหตุ ทะเลาะวิวาท

    การร่วมไม้ร่วมมือกันจากหลายหน่วยงาน ทำให้พื้นที่งานบุญประเพณีน่าเที่ยวมากขึ้น และในปีนี้ เสียงสะท้อนจากประชาคมงดเหล้าหลายจังหวัดเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า มีคนออกมาเที่ยวงานลอยกระทงกันอย่างคึกคัก งานจัดใหญ่และมีคนออกมาร่วมกิจกรรมเยอะมาก แต่ในขณะเดียวกัน พื้นที่ที่มีการเข้มงวดเฝ้าระวังที่ร่วมทำงานด้วย กลับเป็นไปด้วยความเรียบร้อย พบการดื่ม จำหน่ายแอลกอฮอล์น้อยมาก การประชาสัมพันธ์จากเจ้าภาพจัดงานก็ช่วยกระตุ้นให้คนที่มาเที่ยวงานได้รับรู้ว่าเป็น “งานปลอดเหล้า ปลอดภัย”

    การเดินหน้าขับเคลื่อนงานต่อ การถอดบทเรียนการทำงานพูดคุยกันต่อจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่แต่ละจังหวัดจะกลับไปสะท้อนภาพการจัดงานร่วมกับหลายหน่วยงานในพื้นที่ ว่าประโยชน์ของการจัดงานปลอดเหล้านั้น มีผลดีอย่างมาก และควรดำเนินการต่อ รวมไปถึงการขยายสู่งานอื่นและพื้นที่อื่นๆอีกด้วย

    ภาพ/ข่าว : แผนงานนโยบานสาธารณะ เครือข่ายงดเหล้าภาคอีสานตอนบน

  • สคล. แนะ 7 วิธีลอยกระทงสร้างสุข พื้นที่ประกาศนโยบาย ปลอดแอลกอฮอล์ พลุ ดอกไม้ไฟ โคมลอย

    สคล. แนะ 7 วิธีลอยกระทงสร้างสุข พื้นที่ประกาศนโยบาย ปลอดแอลกอฮอล์ พลุ ดอกไม้ไฟ โคมลอย

    วันนี้(7 พ.ย.)นายวิษณุ ศรีทะวงศ์ ผู้จัดการแผนงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กล่าวว่า เทศกาลแห่งความสุขที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มารวมตัวอยู่ร่วมกันจำนวนมาก มักจะมีความเสี่ยงจากปัจจัยเสี่ยงตามมา ทั้งผู้คนเบียดเสียด พลุดอกไม้ไฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การลวนลาม ทะเลาะวิวาท ต่อยตี และอุบัติเหตุบนท้องถนนจากการดื่มแล้วขับ ดังนั้น เป็นเรื่องที่แต่ละพื้นที่ต้องร่วมกันออกแบบ จัดการปัจจัยเสี่ยง ซึ่งบทเรียนจากการทำงานของเครือข่ายงดเหล้า และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กว่า 15 ปี สามารถจัดประเพณีลอยกระทงสร้างสุข

    ด้วย 7 วิธี ดังนี้ 1. ประกาศเป็นนโยบายจัดงานลอยกระทงปลอดเหล้า โดยร่วมมือจากทุกภาคส่วน จัดคณะทำงานดูแลควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่จัดงาน 2. ไม่ให้มีการเล่นประทัดยักษ์ โดยมีการประชาสัมพันธ์และมีคณะกรรมการออกตรวจตรา 3. ไม่ให้มีการปล่อยโคมลอย เสียงไฟไหม้ และกระทบกับสายการบิน และเกิดขยะ 4. ดูแลจุดเสี่ยงบริเวณท่าน้ำลอยกระทงไม่ให้ชำรุด หรือมีผู้คนหนาแน่น 5. ดูแลพื้นที่เสี่ยง เช่น ที่อับ ที่มืด ป้องกันเหตุล่วงละเมิทางเพศ ติดตั้งไฟส่องสว่าง ตรวจตราสถานบันเทิงไม่ให้เด็กต่ำกว่า 18 ปี ไปใช้บริการ 6. รณรงค์ใช้วัสดุธรรมชาติทำกระทง เพื่อลดขยะ และ 7. คงคุณค่าของประเพณี วัฒนธรรมอย่างแท้จริง

    นายวิษณุ กล่าวต่อว่า ผลจากการทำงานมากกว่า 15 ปี พบว่า ธรรมเนียมปฏิบัติของสังคมไทยในช่วงงานลอยกระทงเปลี่ยนแปลงไปมาก ประชาชนและนักท่องเที่ยวร้อยละ 80 เข้าใจวิถีการปฏิบัติตน เมื่อมาท่องเที่ยวในงานประเพณีหรือเทศกาลที่จัดขึ้นในพื้นที่สาธารณะ โดยจะไม่ถือหรือนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามา ซึ่งช่วยให้ดูแลความสงบ เรียบร้อยในงานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในการจัดงานใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดท่องเที่ยว 99 แห่ง ทั่วประเทศ และ 33 จุดในกรุงเทพมหานคร ที่สคล.และ สสส. เข้าไปสนับสนุนการจัดงานปลอดเหล้า อย่างไรก็ตาม ต้องระวัง และจับตาการตลาดจากธุรกิจแอลกอฮอล์ที่จะเข้ามาส่งเสริมให้เกิดการดื่มการขายในพื้นที่จัดงานในรูปแบบลานเบียร์ เพราะสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย ผู้คนอึดอัดมานาน จึงอาจเป็นช่องทางในการส่งเสริมการขาย ซึ่งจะตามมาด้วยอุบัติเหตุและอันตรายในพื้นที่ที่ขาดการควบคุมได้

    ด้าน ดร.นุชากร มาศฉมาดล รองนายกเทศมนตรีเมืองร้อยเอ็ด กล่าวว่า ในการจัดงานเทศกาลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่ สงกรานต์ หรือลอยกระทงของเทศบาลเมืองร้อยเอ็ดได้ร่วมกับ สสส. และสคล. ในการจัดงานบุญปลอดเหล้า ปลอดปัจจัยเสี่ยงอย่างเข้มข้นมาอย่างต่อเนื่องเป็นสิบๆ ปี อย่างเทศกาลลอยกระทง ปีนี้จะมีการจัดงาน 2 วันคือวันที่ 7- 8 พฤศจิกายน มีทั้งขบวนแห่ การประกวดธิดาสระเกศ มีดนตรีมหรสพได้ตามปกติแต่ และในวันที่ 8 พฤศจิกายนจะมีนายวรวุฒิ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาเปิดงานให้ด้วยเนื่องจากการจัดงานของเราจะเน้นในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งนี้จะมีมาตรการคุมเข้มไม่ให้มีการจุดพลุ ปล่อยโคมลอย และห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายในพื้นที่การจัดงาน บริเวณบึงพลาญชัยและบริเวณโดยรอบ นอกจากนี้ยังมีการจัดเจ้าหน้าที่กวดขันตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงต่างๆ และบุคคลเสี่ยง เช่น หากพบว่ามีคนเมาครองสติไม่ได้ จะเชิญให้ออกไปสงบสติอารมณ์นอกพื้นที่จัดงาน เพื่อป้องกันปัญหาความรุนแรง ซึ่งที่ผ่านนมาก็จัดเช่นนี้และได้ผลดีประชาชนและนักท่องเที่ยวให้ความร่วมมือดี

  • เชียงใหม่แถลงข่าวงานยี่เป็ง 2565 “ความสุขแห่งสายน้ำ ปิงนครา มหานที”

    เชียงใหม่แถลงข่าวงานยี่เป็ง 2565 “ความสุขแห่งสายน้ำ ปิงนครา มหานที”

    เทศบาลนครเชียงใหม่ จัดพิธีแถลงข่าวงานประเพณีเดือนยี่เป็งเชียงใหม่ ประจำปี 2565 ณ บริเวณข่วงประตูท่าแพ ภายใต้แนวคิด “ความสุขแห่งสายน้ำ ปิงนครา มหานที”

    เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2565 สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ภายใต้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมแถลงข่าวสนับสนุนการจัดงานประเพณียี่เป็งเชียงใหม่ พ.ศ. 2565 “ความสุขแห่งสายน้ำ ปิงนครามหานที” ณ ข่วงประตูท่าแพ จ.เชียงใหม่

    งานลอยกระทงหรือยี่เป็งเชียงใหม่ พร้อมแล้วที่จะกลับมาจัดอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง โดยนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, นายอัศนี บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ เปิดการแถลงข่าวถึงการจัดงานประเพณีเดือนยี่เป็งเชียงใหม่ ประจําปี 2565 โดยเชิญชวนร่วมสืบสานงานประเพณียี่เป็งเชียงใหม่ พบกับความอลังการของขบวนแห่กระทงใหญ่ การแสดงพลุเฉลิมพระเกียรติ การแสดงม่านน้ำท่ามกลางแสงสีแห่งรัตติกาล การประกวดโคมแขวนล้านนา และบรรยากาศความผูกพันของผู้คนสองฝั่งลำน้ำปิง ร่วมแอ่วงานประเพณีเดือนยี่เป็งได้ทั่วทุกมุมของเมืองเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2565

    นายวิษณุ ศรีทะวงศ์ ผู้จัดการแผนนโยบายสาธารณะเพื่อควบคุมปัจจัยเสี่ยง สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึง “การรณรงค์ส่งเสริมการงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในช่วง ประเพณีเดือนยี่เป็งเชียงใหม่” ที่ทาง สสส. ร่วมสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงค่านิยมงานบุญประเพณีปลอดเหล้าในเมืองเชียงใหม่ ตลอดจนมาตรการทางสังคม ที่ควรมุ่งสร้างบรรทัดฐานการใช้ชีวิตใหม่ หรือ New Social Norm กว่า 15 ปี ไม่ดื่มไม่ขาย ในพื้นที่สาธารณะในงานบุญประเพณี มองเห็นการจัดการในท้องถิ่นที่มีความเข้มแข็ง และสามารถลดการเกิดอุบัติเหตุ ลดประทัดยักษ์ รวมถึงการขยะและเพลิงไหม้จากเรื่องโคมลอย ที่ใช้ประเพณีวัฒนธรรมสร้างพื้นที่ปลอดภัย เข้ามาทดแทนและสืบสานวัฒนธรรมที่ดีงาม

    สำหรับในงานยี่เป็ง เชียงใหม่ งาน “ต๋ามผางปะตี้ดส่องฟ้าฮักษาเมือง” ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า และ สสส. ยังดำเนินต่อเนื่องมาถึงปีที่ 11 แม้ว่าที่ผ่านมา เชียงใหม่จะถูกพักช่วงการจัดกิจกรรมจากสถานการณ์โควิด-19 คาดว่าในปีนี้จะกลับมายิ่งใหญ่ งานต๋ามผางปะตี้ดฯ ถือเป็นกิจกรรมที่ส่งต่อวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของเชียงใหม่ ที่เปลี่ยนค่านิยมเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากเครื่องดื่มแอลกฮอล์ ประทัดยักษ์และลดการปล่อยโคมลอย ซึ่งในวันเปิดงานมีการเทศน์อาณิสงฆ์ผางปะตี้ด และฟ้อนเทียน กับช่างฟ้อนหลายร้อยคน ซึ่งล้วนมาจากการสอนและอบรมจากเครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยการอบรมฟ้อนเล็บและฟ้อนเทียนนั้นได้เปิดรับสมัครผู้ที่สนใจร่วมสืบสานประเพณีร่วมกับชุมชนในเขตเมือง และสถาบันการศึกษาทั้งในและรอบนอกตัวเมือง นักท่องเที่ยวสามารถหาชมการฟ้อนเทียนกว่าร้อยคน ตั้งแต่ เวลา 18:00 น. วันที่ 7 พฤศจิกายน 2565 ณ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ และชมความงามแสงไฟผางปะตี้ดได้ที่แจ่งรอบคูเมืองเชียงใหม่

  • จากบุญประเพณีปลอดเหล้า สู่นักพากย์เรือเยาวชนสร้างสุข

    จากบุญประเพณีปลอดเหล้า สู่นักพากย์เรือเยาวชนสร้างสุข

    นักพากย์เรือเยาวชนสร้างสุข

    “ออกมาแล้ววววว….”

    เสียงนักพากย์เรือดังกึกก้องไปทั่วริมสองฝั่งคุ้งแม่น้ำ ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องมองเรือยาวและฝีพายกลางแม่น้ำ ที่กำลังเร่งฝีพายแข่งขันชิงชัยกัน แต่อีกสิ่งหนึ่งที่สะกดหูและสะกดสายตาของประชาชนที่มารอชมการแข่งขันเรือยาว เห็นจะเป็นเจ้าของเสียงพากย์เรือที่เร่งจังหวะพากย์อย่างเมามันส์ตามจังหวะจ้วงน้ำของฝีพาย

    นักพากย์เรือเยาวชนสร้างสุข

    การพากย์เรือยาวของเยาวชน เป็นอีกหนึ่งกิจกรรม ที่เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้กับเยาวชนตัวน้อย มีที่ความสามารถ และคนที่อยากท้าทายตัวเอง มาสู่การเป็นนักพากย์เรือเยาวชน ที่ทำบทบาทสำคัญในงานแข่งเรือสนามต่างๆ เป็นคนส่งเสียงอันทรงพลัง ที่สร้างความสนุกสนาน สร้างควาสุข สร้างความฮึกเหิมให้กับฝีพายที่อยู่บนเรือ

    อาจารย์มานพ แย้มอุทัย (ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส.)

    “ออกมาแล้วววว เชิญชวนเยาวชนออกมาพากย์เรือ”

    ธรรมชาติของการแข่งเรืออยู่ในทุกภูมิภาคของเมืองไทย ซึ่งเป็นกีฬาที่สนุกสนาน แต่ระยะหลังพบว่า คนพากย์เรือคือหัวใจของงานที่จะทำงานให้งานสนุก หรือเป็นสีสันของงาน ที่จะดึงดูดคนมาร่วมงาน นักพากย์เรือยังสามารถสอดแทรกแนวคิดเรื่องวัฒนธรรม และร่วมรณรงค์ในปัจจัยเสียงได้ ซึ่งทำให้ สสส. ให้การสนับสนุนนักพากย์เรือ เพื่อให้เป็นนักสื่อสารสุขภาวะในงานแข่งเรือ

    อาจารย์มานพ แย้มอุทัย กล่าวต่ออีกว่า

    นักพากย์เรือเยาวชนสร้างสุขเป็นแนวคิดของ สำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) และ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ในการส่งเสริมให้เยาวชนออกมาพากย์เรือ เพราะแต่ก่อนมีการส่งเสริมให้มีการแข่งขันเรือยาวปลอดเหล้าแล้ว แต่ยังขาดการมีส่วนร่วมของเยาวชน นักพากย์เรือเยาวชนเป็นการส่งเสริมพื้นที่สร้างสรรค์ให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการรณรงค์เรื่องเหล้า และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เราจับความสำคัญได้ว่านักพากย์เรือ คือตัวชูกีฬาแข่งขันเรือยาว สร้างสีสัน มีความสำคัญอย่างมาก ทำให้คนอยากดูนักพากย์เรือ ส่วนเรือก็กันแข่งไป คนที่ได้ยินจากคุ้งน้ำ เขาฟังนักพากย์ เพราะเขาไม่สามารถมองเห็นเรือแข่งได้จากจุดสตาร์ หรือทั้งหมดของสนามแข่งเรือ เลยต้องฟังเสียงจากนักพากย์ ความสำคัญคือไฮไลท์ พอนักพากย์เรือสำคัญ เราก็สามารถที่จะใส่แมสเสจเข้าไปให้ชุมชน ประชาชน นักท่องเที่ยว ได้รับทราบข้อมูลต่างๆ ส่งต่อเรื่องราวภูมิปัญญาบ้าง เรื่องสื่อสารความรู้ หรือแม้แต่การรณรงค์ปลอดเหล้าในงานที่เราร่วมสร้างสรรกันมา

    นายวิษณุ ศรีทะวงศ์

    ทำไมจึงต้องสนับสนุนให้มีนักพากย์เรือเยาวชน

    นายวิษณุ ศรีทะวงศ์ กล่าวว่า

    เนื่องจากต้องการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้เยาวชนได้แสดงความสามารถ โดยเป็นการต่อยอดจากการส่งเสริมงานบุญประเพณีแข่งขันเรือยาวปลอดเหล้า เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนและส่งมอบวัฒนธรรมที่ดีจากผู้ใหญ่ส่งต่อสู่เด็ก เป็นการเริ่มต้นของการส่งเสริมการพากย์เรือเยาวชน ทั้งนี้ตัวเยาวชนเองยังได้เรียนรู้การพากย์เรือจากผู้ใหญ่ ซึ่งคิดว่าเยาวชนจะต่อ ยอดและพัฒนาสไตล์การพากย์เรือในแบบเฉพาะของตัวเองในอนาคต เพื่อให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ นอกจากนี้น้องๆหลายคนที่เข้ามาเรียนรู้การพากย์เรือ ก็เป็นการเปิดทางไปสู่อาชีพอื่นๆ เช่น ดีเจ พิธีกร ยูทูเปอร์ นักแคสเกม เป็นต้น ซึ่งเป็นการพัฒนาไปสู่เส้นสายอาชีพที่ชอบ

    คุณค่าของงานแข่งเรือ นักพากย์เรือก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่จะสามารถพูด สื่อสาร สืบต่อ สามารถพูดถึงเรื่องราวดีๆได้ การที่เราได้ผลักดันให้เยาวชนนักพากย์เรือได้อยู่ในจุดนี้ ก็ทำให้เราผลักดันเรื่องป้องกันการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จากการสื่อสารของเด็กๆได้

    นอกจากนี้ยังพบว่า เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงด้านวิถีการจัดงานบุญประเพณีแข่งเรือ เช่น เครื่องเซ่นไหว้ของเรือก็เริ่มไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และตัวอย่างจุดประสงค์ของการแข่งเรือของจังหวัดน่าน คือ การทำบุญ เน้นงานบุญ งานสืบสานประเพณี ซึ่งการแข่งเรือแบบปลอดเหล้า เป็นการทำบุญที่แท้จริงเพราะลดอุบัติเหตุ ลดความรุนแรง เป็นต้น

    นายสุรเชษฐ์ โพธิ์อ่อน

    การส่งเสริมและฝึกสอนนักพากย์เรือเยาวชน

    นายสุรเชษฐ์ โพธิ์อ่อน ครูผู้ฝึกสอนนักพากย์เรือเยาวชนจากภาคกลาง กล่าวว่า

    เรื่องการพากย์เรือเป็นภูมิปัญญาที่ไม่มีตำรา ซึ่งเราต้องศึกษารูปแบบการพากย์จากครู นักพากย์รุ่นใหญ่เช่นกัน แล้วมาสอนเด็กให้มีรูปแบบ มีตัวตนในการพากย์แบบของเขา คิดคำพูด คิดวิธีการพูดของตนเอง และสไตล์ของตัวเอง ซึ่งยากมากและท้าทายกับเด็กๆ ที่ไม่เคยดูการแข่งเรือ ไม่เคยนั่งเรือ ไม่เคยดูการแข่งขันพากย์เรือ

    ลูกศิษย์ที่ผมสอนมา และเคยพาเข้าร่วมการแข่งขันนักพากย์เรือเยาวชนรุ่นที่ 1 กับ สคล. ตอนนี้มีสองคน ซึ่งหลังจากกลับไป เด็กได้ใช้ความรู้ในการเป็นนักพากย์ฟุตบอลและพากย์กีฬาต่างๆต่ออีกด้วย 

    สนามการแข่งขันเรือยาวทุกวันนี้น้อยลง และเป็นเชิงธุรกิจ ผู้พากย์เรือก็เป็นเชิงธุรกิจ ไม่ได้สืบทอดทักษะไปสู่เยาวชน ผมจึงอยากถ่ายทอดให้เยาวชนได้สืบทอดการเป็นนักพากย์เรือให้คงอยู่ และให้เด็กมีโอกาสเข้ามาลอง มาพัฒนาศักยภาพตัวเอง

    มีลูกศิษย์ที่เคยได้รับรางวัลที่ท่าตูม รางวัลรองชนะเลิศประเภททีม ปี 2561 ผมรู้สึกดีใจมาก เพราะมีเวลาเตรียมตัวน้อยเพียงแค่สองเดือน เป็นความท้าทายทั้งของตัวเองและเด็กตัวแทนของภาคกลาง พอเด็กๆทำได้ ก็รู้สึกภาคภูมิใจมาก

            

    นายภูพิพัฒน์ กิตินันท์ (น้องภูผา) นักพากย์เรือเยาวชนจังหวัดน่าน

    “ออกมาแล้ว ออกมาเป็นนักพากย์เรือ”

    การเข้าร่วมกิจกรรมนักพากย์เรือเยาวชนปลอดเหล้า ทำให้น้องภูผาได้เข้าค่ายอบรม ได้พัฒนาตนเอง และมีสนามให้ลองพากย์เรือ รวมถึงได้เข้ามาทำงานอื่นๆ ของ YSDN ของสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ซึ่งเป็นการเปิดโลกทัศน์ของน้อง การเป็นนักพากย์เรือเยาวชนสร้างสุข นอกจากจะทำให้น้องเป็นที่รู้จักแล้ว ยังเป็นการฝึกความรับผิดชอบ ในการต้องหาข้อมูลและเตรียมตัวในการพากย์เรือให้ออกมาดีที่สุด รวมถึงต้องบริหารจัดการเวลาในการเรียนให้ดีที่สุดเช่นกัน

    นายภูพิพัฒน์ กิตินันท์ เล่าว่า

    ” ชอบครับ ชอบหัวเรือ พ่อเป็นโค้ช (บอกฝีพายว่าต้องพายอย่างไร) เคยเห็นอาจารย์สง่ามาพากย์เรือที่ตำบล และเห็นรุ่นพี่นักพากย์ เลยกลับมาลองเล่นกับเพื่อน พ่อเลยทำไม้พายเรือจำลองให้ มีคนมาถ่ายคลิป ในช่วง 8 ขวบ เลยได้ลองพากย์เรือที่ตำบลผาตอ อำเภอท่าวังผา เป็นการแข่งขันในช่วงสงกรานต์ ตอนนั้นรู้สึกตื่นเต้นมาก แต่พอได้พากย์ถึงสนามที่ 3 แล้วก็หายตื่นเต้น ประกอบกับได้พากย์กับอาจารย์สง่าและเพื่อนอีก 4 คน ทำให้คนรู้จักมากขึ้น จากนั้นก็พัฒนามาเรื่อยๆ ได้พากย์เรือของจังหวัดน่าน พอ สสส. มีอบรมนักพากย์เรือ ได้เข้าร่วมอบรมและคัดเลือก ก็ติดหนึ่งใน 6 คนที่ได้ไปพากย์เรือ ได้ไปประกวดนักพากย์เรือสร้างสุขของ สคล. ปีแรก ที่สนามอำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ปี 2562 ได้รางวัลชนะเลิศประเภททีม, และในปี 2565 ได้รางวัลชะเลิศประเภทดี่ยว ในงานแข่งขันเรือยาวจังหวัดน่าน วันที่ 22-23 ตุลาคม ปี 2565 ที่ผ่านมาด้วยครับ”

    การเป็นนักพากย์เรือของน้องภูผา ทำให้น้องได้สืบทอดวัฒนธรรมแห่งสายน้ำ และทำให้ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของการแข่งเรือ การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ การบริหารจัดการเวลาเพื่อไม่ให้ส่งผลต่อการเรียน เป็นการฝึกทักษะการใช้ชีวิตเบื้องต้นเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือ การที่น้องได้ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ และพาตัวเองให้ห่างไกลจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆนั่นเอง

    เสียงของน้องๆนักพากย์เยาวชนสร้างสุข สะท้อนให้เห็นถึงพลังและความมุ่งมั่น ในการค้นหาตัวเอง ไปพร้อมๆกับการส่งต่อ สืบทอดไว้ซึ่งอาชีพนักพากย์เรือ ซึ่งทุกวันนี้มีไม่มากเท่าไหร่ น้องๆเหล่านี้ เป็นกำลังสำคัญ ที่จะสืบทอดวัฒนธรรมเหล่านี้ไว้ เพื่อเป็นต้นแบบ เป็นแรงบันดาลใจ และส่งต่ออีกรุ่น

    นอกจากนี้ น้องๆยังสามารถ “สร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สร้างสรรค์อนาคตใหม่ๆ ที่ห่างไกลปัจจัยเสี่ยง เป็นนักสื่อสารเรื่องราวที่ดี ผ่านไมค์และเสียงอันทรงพลัง” ในงานประเพณีแข่งเรือที่ต่างๆ ให้คนได้รับรู้พิษภัยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกด้วย มากกว่าแค่การพากย์เรือให้สนุกสนานธรรมดา แต่สามารถเป็นพลังที่บอกต่อถึงการป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ให้ผู้ที่มารอฟังเสียงพากย์เรือของน้องๆเหล่านี้ด้วยเช่นกัน การส่งต่อทั้งสิ่งดีๆ และความสนุกสนานเฮฮา นี่แหละ เราจึงได้เรียกพวกเขาเหล่านี้ว่า “นักพากย์เรือเยาวชนสร้างสุข”

    ภาพ : นาฎชฎา แจ้งพรมมา

    บทสัมภาษณ์/บทความ : แผนงานนโยบายสาธารณะ

  • ประชุมภาคีร้อยเอ็ด ขับเคลื่อนงานลอยกระทงปลอดเหล้า

    ประชุมภาคีร้อยเอ็ด ขับเคลื่อนงานลอยกระทงปลอดเหล้า

    จังหวัดร้อยเอ็ด ประชุมเตรียมภาคีเฝ้าระวังการกระทำผิด พรบ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปี 2551 และการดำเนินงานบุญประเพณี “สมมาน้ำ คืนเพ็งเส็งประทีป” งานลอยกระทง จังหวัดร้อยเอ็ด ประจำปี 2565 ระหว่างวันที่ 6-8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

    โดยมีรองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานนำประชุมหารือ ร่วมกับหน่วยงาน สภ.อ.เมืองร้อยเอ็ด เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด ปกครองจังหวัด สรรพสามิตพื้นที่ร้อยเอ็ด ป้องกันจังหวัด สคร.7 ขอนแก่น เทศกิจจังหวัดร้อยเอ็ด สื่อมวลชนจังหวัดร้อยเอ็ด เครือข่ายงดเหล้าจังหวัดร้อยเอ็ด / ภาคอีสานตอนบน และเครือข่ายเยาวชนงดเหล้าจังหวัดร้อยเอ็ด ร่วมวางแผนการดำเนินงาน ก่อนงานและระหว่างการจัดงาน

    นายวีระศักดิ์ รัตนชัยวิทย์ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด

    รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า

    มิติทางสังคมที่หลากหลาย มีทั้งเรื่องความแตกต่าง ความรู้สึก หลายที่ยังเชื่อกันว่า สุรา เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับงานบุญประเพณี เทศกาล หากเราจะทำให้เขาหมดความสงสัย นั่นคือ ให้ความรู้ ว่าสุรามีผลยังไงต่อสุขภาพ ครอบครัว และสังคม หลายภาคส่วนต้องถักทอกันเข้ามา เพื่อให้เขาตระหนักรู้และเกิดการเปลี่ยนแปลง

    เราห้ามไม่ให้ฝนตกไม่ได้ แต่เราห้ามไม่ให้เราเปียกฝนได้”

    จากการหารือเพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกัน เฝ้าระวัง และเพื่อให้การดำเนินการจัดงานลอยกระทง หรือ “งานสมมาน้ำ คืนเพ็งเส็งประทีป จังหวัดร้อยเอ็ด” ประจำปี 2565 เป็นไปอย่างราบรื่น ในวงหารือได้ข้อสรุปและดำเนินงานร่วมกันดังนี้

    1. มีการประชาสัมพันธ์ก่อนงาน ทั้งป้ายประชาสัมพันธ์ รถขยายเสียง และการเดินประชาสัมพันธ์โดยรอบบริเวณพื้นที่จัดงาน ให้ประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าทราบว่า เป็นงานลอยกระทงปลอดเหล้า บุหรี่ โคมไฟ ประทัดและอาวุธ
    2. มีการออกตรวจเตือน ทุกวัน ระหว่างวันที่ 6-8 พฤศจิกายน 2565
    3. มีการออกบูธเพื่อดูแลรักษาความสงบและปลอดภัย ด้วยความร่วมมือจาก สภ.อ.เมืองร้อยเอ็ด ฝ่ายปกครอง สาธารณสุขจังหวัด ในพื้นที่จัดงาน
    4. มีการควบคุมไม่ให้มีการดื่มและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานทุกกรณี

    ป้ายประชาสัมพันธ์ : จากสำนักงานเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด

    ข่าว/ภาพ : นาฎชฎา แจ้งพรมมา แผนงานนโยบายสาธารณะ เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน

  • ประเพณีแข่งเรือยาวหัวพญานาค เอกลักษณ์แห่งเมืองน่าน อายุร่วม 200 ปี

    เรือหัวพญานาค เอกลักษณ์แห่งเมืองน่าน อายุร่วม 200 ปี

    ภาพและเรื่องโดย ศุภกิตติ์ คุณา

    หากพูดถึง “ประเพณีการแข่งเรือ” เป็นวิถีชีวิตความผูกพันแห่งสายน้ำ และความเป็นอยู่ของชาวไทยในชนบท ถิ่นที่อยู่อาศัยใกล้แม่น้ำ ประเพณีแข่งเรือนั้น ปัจจุบันในประเทศไทยสามารถรับชมได้ตามชุมชนลุ่มน้ำของไทย ในบางพื้นที่จัดให้มีการแข่งขันการแข่งเรือจนกลายเป็นประเพณีสืบทอดกันมาแต่ยาวนาน

    ขึ้นเหนือไปที่เมืองน่าน ประเพณีการแข่งเรือชาวเมืองน่านนั้น สภาวัฒนธรรมจังหวัดน่าน ได้ระบุว่า การแข่งเรือของจังหวัดน่านมีความผูกพันกับ “พญานาค” โดยมีความเชื่อที่ว่า พญานาคจะปกป้องคุ้มครองโบราณสถาน วัดวาอารามและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพสักการะ จึงขุดเรือยาวและตกแต่งหัวเรือและหางเรือตลอดจนลำเรือให้มีลักษณะคล้ายพญานาค ปีไหนมีภาวะฝนแล้ว ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล บรรพบุรุษชาวน่านก็จะนำเรือแข่งไปพายแข่งกัน ซึ่งเปรียบเสมือนกับพญานาคกำลังเล่นน้ำ เพื่อขอฝนและก็เป็นที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง เพราะว่าหลังจากนั้นฝนก็ตกลงมาจริงๆ

    ประเพณีแข่งเรือหัวพญานาคที่จังหวัดน่าน จะจัดขึ้นกันหลายอำเภอ แต่ที่จังหวัดน่านมีเอกลักษณ์ที่แต่งต่างกับพื้นที่อื่นคือ เรือที่นำมาแข่งขันนั้นเป็นเรือลักษณะเป็นหัวพญานาค หรือเรียกว่า “หัวโอ้” เป็นโอกาสอันดีที่ทางพวกเราได้ลงพื้นที่อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในสนามแข่งเรือที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดน่าน

    แข่งเรือเมืองน่าน มีประวัติมาตั้งแต่เมื่อไหร่?

    อาจารย์สง่า อินยา ปัจจุบันเป็นอุปนายกสมาคมเรือแข่งจังหวัดน่าน และรองประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดน่าน ได้เล่าความเป็นมาให้กับพวกเราว่า จากการที่สืบค้นตามผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลายท่าน ก็บอกว่า ตั้งแต่ท่านเกิดมา ท่านก็เห็นการแข่งเรืออย่างนี้มาตลอด ดังนั้นจึงไม่สามารถทราบแน่ชัดว่าได้ว่า การแข่งเรือเมืองน่านเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อไร ก็ไม่ปรากฏหลักฐานบอกไว้ จากการบันทึกในประวัติศาสตร์เมืองน่าน จากหลักฐานการบันทึกเขียนไว้ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 5 ท่านย้ายเมืองจากเมืองปัว เมืองวรนคร ไปสู่เมืองน่านในปีนั้น พ.ศ.1902  พระยาการเมือง เจ้าเมืองวรนคร เมืองปัว ได้ใช้เรืออพยพขนย้ายผู้คนล่องมาตามลำน้ำน่านเพื่อสร้างเมืองใหม่ที่เมืองภูเพียง แช่แห้ง มาจากแม่น้ำน่าน ก็เลยเกิดว่าน่าจะต้องมีเรือแข่งกันขึ้นมา ทุกคนก็เลยมองไปที่เรือแข่งสร้างเรือแข่งขึ้นมา

    (ภาพจาก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน)

    ถ้าจากเอกสารอ้างอิงประวัติศาสตร์ที่ได้กล่าวถึง “นครน่าน” ซึ่งเป็นเมืองนครรัฐที่เมืองต่างๆ เข้ามาสวามิภักดิ์ถึง 57 เมือง โดยมีเจ้าผู้ครองนครสืบราชวงศ์ติดต่อกันถึง 64 พระองค์ นับตั้งแต่ราชวงศ์ภูคาเป็นปฐมสันตติวงศ์จนถึงราชวงศ์เติ๋นมหาวงศ์ ต้นตระกูล ณ น่าน เป็นราชวงศ์สุดท้าย ไม่เป็นที่ปรากฏแน่ชัดว่า เป็นเจ้าผู้ครองนครพระองค์ใด มีรับสั่งให้บรรดาเสนาอำมาตย์ทหารข้าราชบริพารไปตัดต้นตะเคียนที่ป่าขุนห้วยสมุน ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำที่อยู่ห่างจากอำเภอเมืองน่าน ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 30 กิโลเมตร ซึ่งเป็นต้นตะเคียนที่มีขนาดใหญ่มาก ว่ากันว่าถึงขนาดตอของต้นตะเคียนนั้น สามารถวางโก๊ะข้าว (สำรับข้าวสำหรับคนเหนือ) ได้ถึง 100 โก๊ะ ขุดรากตัดแล้ว ประชาชนต่างก็ช่วยกันชักลากออกมาจากป่า

    จากนั้นก็ลากเอาไม้ดังกล่าวนั้น ล่องมาเรื่อยๆจนถึงแม่น้ำน่านระยะทาง 30 กิโลเมตร เกิดเป็นรอยลากเป็นร่องน้ำขึ้นมา คือ แม่น้ำสมุน ในอำเภอเมืองน่านปัจจุบันนี้  และนำไม้ตะเคียน 1 ต้นมาขุด  ได้ 2 ลำ ตกแต่งเป็นเรือแข่งเมืองน่าน ตั้งชื่อว่า “เรือท้ายหล้า-ตาตอง” คำว่า ท้ายหล้า หมายถึง เรือที่ท้ายเรือยังทำไม่เสร็จ ตาตอง หมายถึง เรือที่มีตาทำด้วยทองเหลืองหรืออีกความหมายหนึ่ง คือมีตาของไม้ที่นำมาขุดเรือเป็นสีทองเหลือง เจ้าผู้ครองนครน่าน เลยประกาศให้เป็นรูปแบบของเรือเมืองน่าน โดยมีหัวเป็นพญานาค และหางเป็นหงส์ ตั้งแต่นั้นเป็นมาคนเมืองน่านก็สร้างเรือ เป็นแบบเรือแข่ง โดยปรากฏเป็นหลักฐานได้บันทึกไว้ตามฝาผนังวัดต่าง เช่น วัดภูมินทร์

    การจัดแข่งเรือประเพณีจังหวัดน่าน ปรากฏหลักฐานอ้างอิงได้ ตั้งแต่ พ.ศ.2460 เมื่อครั้งสมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิตฯ เสด็จตรวจราชการเมืองน่าน เจ้าผู้ครองนครน่านพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้านายฝ่ายเหนือและข้าราชการประจำเมืองจัดให้มีการแข่งขันเรือประเพณีให้ทอดพระเนตร เจ้ามหาพรหมสุรธาดาเจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้าย เมื่อดำรงตำแหน่งเจ้าอุปราชพร้อมด้วยเจ้านายฝ่ายเหนือได้ลงไปฟ้อนในเรือลำที่ชนะเลิศด้วย หลังจากนั้นผู้ปกครองน่านในยุคต่อๆ มาได้สืบสานประเพณีการแข่งเรือนี้ซึ่งมีวิวัฒนาการและมีผู้มีส่วนร่วมสนับสนุนและเพิ่มความสำคัญของการแข่งขันจนเป็นประเพณียิ่งใหญ่และเป็นเทศกาลสำคัญระดับชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณและพระกรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมวงศานุวงศ์ พระราชทานถ้วยรางวัลการแข่งขันทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ เรือใหญ่ เรือกลาง และเรือเล็ก นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ชาวจังหวัดน่านอย่างยิ่ง

    ประเภทการแข่งเรือที่เมืองน่าน

    เมื่อสมัยก่อน การแข่งเรือนั้นจะมี เรือเล็ก ที่นั่งไม่เกิน 30 ฝีพาย, เรือกลาง 40 ฝีพายและเรือใหญ่ไม่เกิน 55 ฝีพาย ในสมัยนี้มีการปรับไปตามยุคสมัย เมื่อทุกคนอยากต้องการเอาชนะ ทำให้พื้นที่ของตัวเรือมีการปรับหัวเรือเล็กลงและน้ำหนักเบา จึงเกิดปัญหาขึ้น ทำให้ผู้ใหญ่ไม่ยอมไปนั่งแข่งเรือ หากไปนั่งแข่งเรือก็จะแพ้เด็ก และสู้เด็กไม่ไหว เพราะเด็กนั้นมีการฝึกซ้อม 2-3 เดือน ที่สนามแข่งเรือ อ.ท่าวังผา เลยสร้างขึ้นมาอีกสนาม คือ เรือเล็กเอกลักษณ์น่าน คือนั่ง 30 ฝีพาย แต่เอาเฉพาะผู้ใหญ่ที่อายุ 45 ปี ขึ้นไป มาแข่งกัน ปรากฏว่าเป็นที่ชื่นชอบ ชาวบ้านดูกันเต็มสองฝั่ง เพราะว่าเป็นเฉพาะผู้ใหญ่แข่งกัน ลูกหลานที่อยู่ทางกรุงเทพฯก็จะกลับบ้านเพื่อมาดู ส่วนลูกหลานอยู่แถวนี้ก็พากันมาดูมาดูพ่อแม่เข้าแข่งขัน  ก็เลยกลายเป็นสถานที่ที่รวมคนได้มากที่สุดอีกสนามหนึ่ง แล้วก็เขาชื่นชมก็เพราะตรงนี้ล่ะครับเพราะว่าตรงนี้ต่อไปน่าจะเอาผู้ใหญ่ที่อายุ 45 ปีนี้มาแข่งกันโดยไม่มีเด็ก

    ส่วนการแข่งขันของเด็กนั้น ก็มีแนวทางประเภทเด็ก เราก็มีประเภทผู้สูงวัยอายุ 45 ปีขึ้นไป ก็เลยกลายเป็นเรื่องเอกลักษณ์น่าน เรือโบราณ เรือเร็ว ถ้าหากไม่คุมเรื่องหัวเรือ ไม่มีควบคุม หรือกำหนดเอกลักษณ์ของเรือ ก็เรียกว่า เรือโอเพ่น ก็คือเอาตามความอิสระ ส่วนการแข่งขันเรือหัวพญานาค ก็จะมีเอกลักษณ์ที่บังคับเกี่ยวกับเรือ หัวเรือจะต้องใหญ่เท่าไหร่ ขนาดไหนบ้าง ลำเรือต้องเป็นลักษณะแบบนี้ ส่วนเรือโบราณจะต้องเป็นตามลักษณะที่กำหนดขึ้นมา ก็เลยทำให้เรือที่เป็นโบราณกลับหวนฟื้นคืนมา ส่วนเรือหัวเล็กที่ไม่ใช่เอกลักษณ์ก็เลยจะค่อยๆหายไป

    เรือแข่งเมืองน่าน อายุร่วม 200 ปี

    ประวัติศาสตร์ที่ยาวนานร่วม 200 กว่าปี สิ่งที่เห็นชัดเจน ณ ตอนนี้ อาจารย์สง่า อินยา เล่าต่อเรื่องราวเรือที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด ปัจจุบันยังทำการแข่งขันได้อันดับ 1 คือ “เรือเสือเฒ่าท่าล้อ” บ้านท่าล้อ อำเภอภูเพียง (ปี 2566) อายุ 207 ปี ซึ่งยังสามารถใช้แข่งได้ ถัดมาอันดับ 2 คือ “เสือเฒ่าบุญเรือง” บ้านบุญเรือง อำเภอเวียงสา เป็นเรือที่มีอายุเก่าแก่ของจังหวัดน่าน ปัจจุบัน (ปี 2566) มีอายุ 186 ปี  เรือลำนี้ขุดเมื่อปี พ.ศ.2380 โดยพระอธิการธนะวงค์ หรือครูบาธนะวงค์ เจ้าอาวาสวัดบุญเรือง (หรือวัดห้วยบงในสมัยนั้น) ขุดด้วยไม้ตะเคียนทองที่บริเวณป่าขุนแม่น้ำมวบ บ้านน้ำมวบ อ.เวียงสา เดิมชื่อ “เจ้าแม่บัวเขียว”, “บัวเรียว”,  “บัวลอย” เป็นเรือที่สวยงามและมีความเร็วจนหาคู่แข่งได้ยากในสมัยนั้น เรือที่เก่าแก่อันดับ 3 คือ “เรือคำแดงเทวี (นางดู่งาม)” บ้านนาเตา อำเภอท่าวังผา เรือคำแดงเทวี เป็นเรือไม้ประดู่อยู่ที่บ้านนาเตา อำเภอท่าวังผา อายุ 176 ปี และถัดมาอันดับ 4 คือ “เรือแม่คำปิ๋ว” บ้านนาหนุน อายุ 140 ปี และเรือเล็กเอกลักษณ์น่าน “เรือนางพญาคำปิ๋ว” บ้านดอนแก้ว อำเภอท่าวังผา อายุ 97 ปี

    พญานาค กับความเชื่อประเพณีแข่งเรือจังหวัดน่าน

    เมื่อ “พญานาค” เป็นตัวแทนของความชุ่มชื้นเป็นตัวแทนของความชุ่มเย็น เป็นผู้บันดาลให้ฝนตก ให้น้ำ เมื่อชาวไร่ชาวนาไม่มีน้ำทำเกษตรกรรมไม่มีฝนฟ้าคะนองหรือไม่มีน้ำทำนา ก็จะเอาเรือลงไปเล่นน้ำเอาไปแข่งกันเหมือนกับว่าขอฝนมันเป็นที่อัศจรรย์ ถ้าเอาลงเรือแข่งกันเมื่อไหร่ ฝนจะตกลงมา เล่ากันว่าที่จังหวัดน่านหากต้องการฝนแล้วเอาพญานาคไปเล่นน้ำแล้ว ฝนก็จะตกลงมาจริงๆ อย่างเช่นการแข่งเรือทุกวันนี้ก็จะมีฝนตกลงมาด้วย ถ้าต้องการน้ำฝนตกแล้วก็ต้องใช้เรือหัวพญานาคลงแข่งขัน หากหัวเรือเป็นหัวอย่างอื่น จะไม่ให้เข้าร่วมแข่งขัน ฉะนั้นจึงต้องเป็นหัวพญานาคเพียงอย่างเดียว

    การแข่งเรือหัวพญานาค โดยเฉพาะที่อำเภอท่าวังผา ไม่มีใครทราบเหมือนกันว่าเริ่มต้นการแข่งขันครั้งแรกเมื่อไหร่ จนถึงปี พ.ศ.2518 ต้องหยุดการแข่งขันไป เพราะว่าการแข่งขันได้สร้างปัญหาทำให้คนแตกแยกกัน จึงมีการหยุดแข่งขันไปหยุดไปประมาณ 7 ปี และต่อมาในปี พ.ศ. 2525 นายอำเภอ กำนันผู้ใหญ่บ้าน ได้ช่วยกันฟื้นฟูประเพณีการแข่งเรือหัวพญานาคขึ้นมาใหม่ และนำเอากติกาของกรมพลศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ มาเป็นกติกาหลัก มีการถ่ายทำวีดีโอในการตัดสินหน้าเส้นชัย ลดการเกิดปัญหา และเป็นสิ่งที่ดี จากนั้นไม่มีปัญหาเกิดขึ้นเลยกลายเป็นวัฒนธรรมเป็นประเพณีที่ดีงามทำการแข่งเรือเรียกว่า “ประเพณีแข่งเรือพญานาคจังหวัดน่าน

    ในยุคสมัยนี้ อาจารย์สง่าให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับเราว่า การใช้คำว่า การแข่งเรือพญานาคจังหวัดน่าน ในสถานที่ต่างๆจะต่อเติมท้ายชื่องานด้วยชื่อพื้นที่นั้น เช่น การแข่งเรือพญานาค อำเภอท่าวังผา เป็นต้น นักท่องเที่ยวเริ่มให้ความนิยทเข้ามาชมประเพณีแข่งเรือหัวพญานาคมากขึ้นเรื่อยๆ

    “คนน่านภูมิใจ๋ แข่งเฮือยิ่งใหญ่ บ่มีเหล้าเบียร์”

    ประเพณีแข่งเรือที่จังหวัดน่าน จึงเป็นที่ชื่นชมของชาวจังหวัดน่าน และเป็นที่ชื่นชมของบุคคลทั่วไปว่า ไม่มีกิจกรรมใดที่จะยิ่งใหญ่กว่าการแข่งเรือและมีคนมารวมตัวกันมากกว่าการแข่งกีฬาชนิดอื่น ดังนั้นจึงเป็นที่ภาคภูมิใจในการแข่งเรือเมืองน่าน และกลายเป็นการแข่งเรือปลอดเหล้า ซึ่งไม่มีใครเชื่อว่าแข่งเรือจะต้องไม่กินเหล้า แต่ที่เมืองน่านสามารถทำให้เห็นแล้วว่าเป็นการแข่งเรือปลอดเหล้า ดั่งงานที่สนามแข่งขัน อ.ท่าวังผา เรียกว่า การแข่งเรือปลอดเหล้า เข้าหาพระธรรม สนามแข่งเรือแห่งนี้ ก็จะมีพระสงฆ์มาอนุโมทนาสาธุด้วย

    การแข่งเรือปลอดเหล้า ที่ จ.น่าน เห็นความชัดเจนเป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างในพื้นที่ สมัยก่อนถ้ามีประเพณีแข่งเรือ โรงพยาบาลน่าน และโรงพยาบาลท่าวังผา จะต้องรวบรวมหมอ รวบรวมพยาบาลเต็มอัตราศึก เพราะจะเกิดการทะเลาะวิวาท ชกต่อยกัน และเกิดอุบัติเหตุ หามเข้าโรงพยาบาลกันตลอดเลย หลักจากที่ การแข่งเรือปลอดเหล้าแทบจะไม่ต้องเตรียมอะไร หากถามว่ามันมีการปลอดเหล้าจริงไหม ปัจจุบันต้องบอกได้เลยว่า ถึงไม่มีโครงการปลอดเหล้า ประเพณีแข่งเรือที่นี่ก็แข่งขันกันแบบไม่มีเหล้ากันได้ กลายเป็นวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของจังหวัดน่านในการแข่งเรือปลอดเหล้า ซึ่งเป็นที่มาของว่า “คนน่านภูมิใจ๋แข่งเฮือยิ่งใหญ่บ่มีเหล้าเบียร์” ซึ่งหมายถึง คนจังหวัดน่านภาคภูมิใจ งานประเพณีแข่งเรือที่ยิ่งใหญ่ ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์


    Reference

    • พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน, คลังข้อมูลภาพเก่า https://www.finearts.go.th
    • อาจารย์ราเชนทร์ กาบคำ นายกสมาคมเรือแข่งจังหวัดน่าน
    • บทสัมภาษณ์ อาจารย์สง่า อินยา อุปนายกสมาคมเรือแข่งจังหวัดน่าน โดย ศุภกิตติ์ คุณา, แข่งเรือเอกลักษณ์หัวพญานาค อ.ท่าวังผา พ.ศ.2563
    • สภาวัฒนธรรมจังหวัดน่าน, ประเพณีท้องถิ่น