Category: งานบุญประเพณี

  • นครฯ จัดใหญ่ “สารทเดือนสิบ” ปลอดเหล้าบุหรี่ 100%

    นครฯ จัดใหญ่ “สารทเดือนสิบ” ปลอดเหล้าบุหรี่ 100%

    เพิ่งผ่านพ้นเทศกาล

    “สารทเดือนสิบ”

    ของจังหวัดนครศรีธรรมราช และภาคใต้เป็นการสืบสานวัฒนธรรมประเพณี สืบสานกันมานับพันปี โดยมีการทำบุญ การจัดกิจกรรมต่างๆ ที่จะสอนให้คนรู้สึกเกรงกลัวต่อการกระทำผิด เกรงกลัวละอายต่อบาป ได้อย่างแยบยล และเทศกาลนี้ยังเป็นเสมือน “สัญญาเดือนสิบ” ที่ลูกหลานนครศรีธรรมราชไม่ว่าจะไปเรียนหนังสือ หรือทำงานที่ไหนก็จะกลับมาเพื่อรวมงานประเพณีดังกล่าว เรียกได้ว่าเป็นการรวมญาติสารทไทยครั้งใหญ่ในรอบปี

    โดยเฉพาะในปีนี้หลังจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 เข้าสู่ระยะหลังการระบาดใหญ่ (Post Pandemic) การใช้ชีวิตของประชาชนเริ่มกลับมาเป็นปกติมากขึ้น งานบุญสารทเดือนสิบปีนี้จึงจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ถึง 10 วัน 10 คืน และเพื่อเป็นการสืบสานวัฒนธรรม ประเพณีอันดีงามผู้เกี่ยวข้องจึงมีนโยบายให้การจัดงานปลอดจากปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ บุหรี่” เพื่อให้คนที่มาร่วมทำบุญ หรือท่องเที่ยวเทศกาลได้รับความสุขทั้งทางกาย และทางใจกลับไปอย่างแท้จริง “การจัดงานสารทเดือนสิบ พื้นที่จัดงานทุกตารางนิ้วถือเป็นพื้นที่ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 100% ปลอดบุหรี่ 100% เพราะฉะนั้นในช่วง 10 วันที่มีการจัดงานจึงมีการรณรงค์ห้ามดื่ม ห้ามสูบในพื้นที่อย่างเข้มข้น”

    นายวรวุฒิ ประสารพจน์ ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมปัจจัยเสี่ยงจังหวัดนครศรีธรรมราชและผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดนครศรีธรรมราช ระบุ นายวรวุฒิ เล่าว่า การรณรงค์ให้คนลด ละ เลิก เหล้า บุหรี่ ตลอดจนยาเสพติด ถือเป็นนโยบายสำคัญของทางจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ผู้นำทุกระดับตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เจ้าหน้าที่ตำรวจ ภาคีเครือข่ายงดเหล้า สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) สนับสนุน ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ก็ขานรับนโยบายและลงมือทำงานกันอย่างเข้มข้น เมื่อมีนโยบายชัดเจนในทางปฏิบัติ ทุกๆ ภาคส่วนก็เดินหน้ากันอย่างเต็มที่ โดยมีการขยายกิจกรรมต่างๆ ในงานชักพระอำเภอสิชล ก็ประกาศเป็นนโยบายงานบุญปลอดแอลกอฮอล์ 100% รวมถึงงานบุญชักพระในอีกหลายพื้นที่ที่เราไปร่วมรณรงค์สร้างกระแสกับเจ้าภาพ ไม่ว่าจะเป็น อำเภอทุ่งสง อำเภอชะอวด และอำเภออื่นๆ

    สำหรับงานสารทเดือนสิบที่เพิ่งผ่านพ้นมาหมาดๆ นั้น ในช่วง ในช่วง 5 คืนแรกจะมีการรณรงค์ สื่อสาร ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่มาร่วมงานได้รู้ว่าปลอดเหล้า บุหรี่ 100% ตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการติดป่ายประกาศตามจุดต่างๆ การเดินเท้าแจกเอกสารสร้างความเข้าใจ และประชาสัมพันธ์บนเวทีต่างๆ โดยทีมประชาคมกับเหล่ากาชาดร่วมกันรับผิดชอบงานประชาสัมพันธ์เหล่านี้ จากนั้น พอคืนที่ 6 เป็นต้นไปก็จะเอาจริง มีชุดเคลื่อนที่ ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่สาธารณะสุข เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ปกครอง และเครือข่ายเยาวชนลงพื้นที่ตรวจ เตือน ตรวจจับ และปรับเงินกรณีละ 300 บาทสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืน

    ทั้งนี้ นายวรวุฒิ บอกว่า ผลจากการทำงานพบว่าในส่วนของการปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นน่าพอใจมาก ตลอด 10 วันมีคนฝ่าฝืนจับปรับไป 1 ราย ซึ่งเป็นการซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาจากภายนอกงานแล้วนำมาดื่มในนี้ ส่วนผลการควบคุมไม่ให้สูบบุหรี่นั้นยังมีการจับปรับถึงคืนละ 20-30 ราย ถือว่ายังสูงอยู่ ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น และคนต่างถิ่นที่เพิ่งมาเที่ยวงาน แต่ภายในงาน ร้านรวงต่างๆ ที่มาออกร้านนั้นไม่มีการนำเอาสินค้าพวกนี้เข้ามาขายแต่อย่างใด “ถ้าให้ประเมินผลงานส่วนตัวคิดว่าน่าพอใจ แต่ทางคณะผู้จัดงานต้องมาหารือร่วมกันว่าจะต้องมีการปรับปรุงเพื่อให้การจัดงานสารทเดือนสิบในปีถัดไป ให้ปลอดปัจจัยเสี่ยงให้ได้อย่างแท้จริง ซึ่งส่วนตัวมองว่าสิ่งที่น่าจะปรับปรุงคือเรื่องการสื่อสารประชาสัมพันธ์ ป้ายโฆษณาต่างๆ จะต้องทำให้ชัดเจน รวมถึงเรื่องของการสื่อสารการแจ้งคำเตือนและการปรับ”

    ด้าน นายพิสันต์ เพชราภรณ์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช ระบุว่า เหล้า บุหรี่ ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของทั้งผู้ดื่ม ผู้สูบและคนรอบข้างได้ ก่อโรคหลายๆ อย่าง ตลอดจนทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงเป็นปัจจัยตัวกระตุ้นให้เกิดการทะเลาะวาท และอุบัติเหตุได้ ดังนั้น สสจ. นครศรีธรรมราช จึงร่วมกับภาคีเครือข่ายงดเหล้า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทุ่มสุดตัวในการรณรงค์ ป้องกัน ออกตรวจไม่ให้มีการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ภายในงานอย่างแข็งขัน ตลอด 10 วัน 10 คืน ที่ผ่านมา แม้ว่าบางช่วงอาจจะมีฝนตกลงมา ซึ่งทุกๆ คืนก็ยังพบว่ามีคนกระทำผิดเหมือนเดิม คือการสูบบุหรี่ในที่ห้ามสูบ ได้ส่งปรับตามกฎหมายคืนละประมาณ 20 ราย ที่เป็นเช่นนี้เพราะถึงแม้ภายในงานไม่มีการจำหน่ายแน่นอน แต่คนที่เข้ามา และสูบบุหรี่นั้นสามารถทำได้ง่าย แค่ไปแอบสูบตามรั้ว ตามที่ไกลๆ ไม่ค่อยพบกรณีเดินสูบทั่วงาน โดยคนที่ยังมีการฝ่าฝืนสูบบุหรี่อยู่นั้น ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น ก็จะตามตัวค่อนข้างจะยาก เพราะบุหรี่สูบแล้วทิ้งง่าย กว่าทีมจะเข้าไปถึงตัว เขาก็หนีไปแล้ว ดังนั้นคิดว่าการจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จได้ก็ต้องอยู่ที่สำนึกส่วนตัวของคนด้วย เจ้าหน้าที่มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ไปหมดแล้ว จับจริง ปรับจริง ก็ยังมีคนฝ่าฝืน อย่างไรก็ตาม ถ้าประเมินตามจำนวนคนที่มาท่องเที่ยวคืนละหลายพันคน กับพื้นที่ในการจัดงานค่อนข้างกว้าง มีหลายเวที อาจจะค่อนข้างควบคุมยาก แต่ในจำนวนที่จับปรับได้ เมื่อเทียบกับสถานการณ์ก่อนหน้านี้ ถือว่าไม่ได้มากเหมือนกับการจัดกิจกรรมเมื่อก่อน นายพิสันต์ ย้ำว่า กว่าจะทำให้มีงานหรือกิจกรรมต่างๆ ปลอดเหล้าได้ 100% นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ต้องมีกระบวนการรณรงค์ ให้ความรู้ถึงพิษภัยของอบายมุข กันมานาน และสม่ำเสมอ โดยภาครัฐ ร่วมกับภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ทุกฝ่ายที่ต้องเห็นความสำคัญร่วมกัน และร่วมมือดำเนินการ แล้วใช้กิจกรรมงานบุญ ประเพณี หรือกิจกรรมต่างๆ ของคนในพื้นที่เป็นตัวกลางในการสื่อสาร ตั้งแต่ประเพณีสารทเดือนสิบ งานชักพระ ลอยกระทง และกิจกรรมอื่นๆ อย่างปีใหม่ สงกรานต์ ซึ่งเป็นเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง ก็ยังสามารถใช้เป็นกิจกรรมในการสื่อสารได้

    แน่นอนว่า งานสารทเดือนสิบครั้งนี้ ทางเครือข่ายองค์กรงดเหล้า สรรพสามิต ตำรวจ พนักงานควบคุมความประพฤตินักเรียนนักศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมาคุยถอดบทเรียนกันดูว่ากิจกรรมต่อไปจะเอายังไงกันดี การรณรงค์ ลด ละ เลิก ปัจจัยเสี่ยง “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์” และ “บุหรี่” เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ก้าวทันกับยุคซีเชียลมีเดียที่ทำให้การสื่อสารง่ายเพียงปลายนิ้ว นั่นหมายความว่าเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้สามารถเข้าถึงตัวเด็ก และเยาวชนได้ง่าย และเร็วมาก หากฝ่ายปฏิบัติงานแผ่ว หรือตามไม่ทัน จะมีลูกหลานตกเป็นเหยื่อของอบายมุขได้ง่าย และง่ายมากที่จะนำไปสู่การใช้สารเสพติดชนิดที่รุนแรงกว่านี้ และเสี่ยงก็เกิดภัยสุขภาพ ภัยทางสังคมดังที่ได้เห็นในปัจจุบัน ///////// ข้อมูลประกอบการทำบุญเดือนสิบชาวบ้านจะมีการจัดสำรับไปทำบุญที่วัดเรียกว่า “จัดหฺมฺรับ” โดยต้องมีขนม 5 อย่างเป็นส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ คือ 1.ขนมพอง เป็นสัญลักษณ์แทนแพสำหรับผู้ล่วงลับใช้ล่องข้ามห้วงมหรรณพ 2.ขนมลา แทนเครื่องนุ่งห่มแพรพรรณ 3.ขนมกง หรือ ขนมไข่ปลา แทนเครื่องประดับ 4.ขนมดีซำ แทนเงินเบี้ยสำหรับใช้สอย 5.ขนมบ้า แทนสะบ้าใช้เล่นในงานเทศกาลสงกรานต์ ส่วนขนมชนิดที่ 6 ซึ่งคนเฒ่าคนแก่บางคนบอกว่าจำเป็นต้องมีคือ ขนมลาลอยมัน ใช้แทนฟูกหมอน.

  • “ผู้ใหญ่หนุนนำ เด็กทำเรื่องดี”  รณรงค์ในงานออกพรรษา  ไหลเรือไฟ และแข่งขันเรือยาวปลอดเหล้า ปลอดภัย จังหวัดนครพนม

    “ผู้ใหญ่หนุนนำ เด็กทำเรื่องดี” รณรงค์ในงานออกพรรษา ไหลเรือไฟ และแข่งขันเรือยาวปลอดเหล้า ปลอดภัย จังหวัดนครพนม

    เทศบาลเมืองนครพนมจัดงานออกพรรษา ไหลเรือไฟ และแข่งขันเรือยาว ประจำปี 2565 ณ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม โดยภายในงานประกอบไปด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งงานกาชาด งานมหกรรมอาหาร สินค้าปลอดภัย งานออกพรรษาไหลเรือไฟ และแข่งขันเรือยาวชิงถ้วยพระราชทานฯ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-11 ตุลาคม 2565

    งานบุญประเพณีและเทศกาลในครั้งนี้ ทำให้เกิดการประสานความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ในการดำเนินกิจกรรม เพื่อให้งานออกมาเป็นระเบียบเรียบร้อย ปลอดภัย และสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็น การจัดงานอย่างเป็นระบบระเบียบของเจ้าภาพจัดงาน เทศบาลเมืองนครพนมร่วมกับจังหวัดนครพนม สถานีตำรวจภูธรเมืองนครพนมที่ได้มีการออกตรวจระเบียบการจัดงานทุกวัน ทั้งเรื่องของความปลอดภัย และการห้ามดื่ม ห้ามจำหน่าย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในบริเวณงาน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม ที่ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์เรื่องกฎหมายการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แก่ผู้จำหน่ายในบริเวณงาน และอีกหลายภาคส่วนที่ได้ร่วมมือกัน

    จากการจัดงานงานออกพรรษา ไหลเรือไฟ และแข่งขันเรือยาว จังหวัดนครพนม ทำให้มีการสนับสนุนให้เกิดพื้นที่ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ในงาน สำหรับน้องๆเยาวชน นักเรียนโรงเรียนชุมชนเทศบาล 3 นครพนม ได้ออกมาทำกิจกรรมเชียร์เรือ รณรงค์แข่งเรือปลอดเหล้า ปลอดภัย และกิจกรรมเกมสนุกสนานในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง สำหรับนักท่องเที่ยวและประชาชนที่มาเที่ยวชมงานในบริเวณนั้น ระหว่างวันที่ 8-9 ตุลาคม 2565

    นายวิษณุ ศรีทะวงศ์ ผู้จัดการแผนงานนโยบายสาธารณะ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) เปิดเผยว่า “รู้สึกดีใจมาก ที่นครพนมจัดงานได้ยิ่งใหญ่ ตลอดระยะริมฝั่งแม่น้ำโขงเกือบ 4 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แล้วก็มีกิจกรรมสร้างสรรค์หลายเวที มีทั้งวงโปงลางและออเครสต้ามาปะทะกัน อยากให้จังหวัดอื่นๆเอาแบบอย่างจังหวัดนครพนม โดยเฉพาะ เทศบาลเมืองนครพนม ที่เนรมิตพื้นที่ปลอดภัย เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กๆ ในส่วนของเครือข่ายงดเหล้า ก็อยากจะสนับสนุนกิจกรรมสร้างสรรค์ให้กับเด็กและเยาวชน เสริมพลังแนวทางวัฒนธรรมร่วมสมัยให้กับน้องๆเยาวชน ได้มีโอกาสพัฒนาต่อยอด และสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ ให้เกิดในพื้นที่บ้านของตัวเอง พวกเราพร้อมเดินไปด้วยกันครับ”

    นายจักรพรรณ นาโนน คุณครูจากโรงเรียนชุมชนเทศบาล 3 กล่าวว่า “งานที่จัดปลอดเหล้าถือว่าเป็นกิจกรรมที่ดีมาก เพราะการที่คนไม่ดื่มเหล้าทำให้มีสติสัมปชัญญะ ทำให้รู้จักผิดชอบชั่วดี อีกทั้งยังดีต่อสุขภาพ ลดอุบัติเหตุและทะเลาะวิวาทภายในงาน ในส่วนของจังหวัดนครพนมได้มีการวางมาตรการไม่ให้ประชาชนมีการดื่มเหล้าริมแม่น้ำโขง ในที่สาธารณะอยู่แล้ว ที่จริงมันห้ามกันไม่ได้ แต่ที่นี่คนก็ต้องรู้จักในเรื่องของจิตสำนึก ที่จะปฏิบัติตามมารการ ส่วนผมและโรงเรียนก็จะสานต่อกิจกรรมดีๆ ร่วมกับ สสส.ต่อไปครับ”

    และกิจกรรมสร้างสรรค์ดีๆ นี้จะผ่านพ้นไปด้วยดีไม่ได้ ถ้าหากไม่ได้รับความร่วมมือ และการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดี เทศบาลเมืองนครพนม ในโอกาสหน้า เชื่อว่า เทศบาลเมืองนครพนมจะเป็นต้นแบบที่ดี ในการจัดงานบุญประเพณี เทศกาลปลอดเหล้า ปลอดภัย ส่งเสริมสุขภาพประชาชน และนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในพื้นที่ ให้สมกับชื่อที่ว่า “สุขที่สุด ที่นครพนม” นั่นเอง

    ภาพ/ข่าว : แผนงานนโยบายสาธารณะ เครือข่ายงดเหล้าภาคอีสานตอนบน

  • “สองคลอง หนึ่งเล ” เท่ วิถีภูมิปัญญา คนลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาตอนล่าง

    “สองคลอง หนึ่งเล ” เท่ วิถีภูมิปัญญา คนลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาตอนล่าง

    วันที่ 26-27 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา ณ วัดคูเต่า หมู่ที่3 ตำบลแม่ทอม อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา

    สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดสงขลา ภายใต้การสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สมาคมการท่องเที่ยวชุมชนจังหวัดสงขลา และ ภาคีหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน ทั้งภาครัฐและเอกชน นำโดย คุณ ชาญวิทูร สุขสว่างไกร (พี่อ่ำ) ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดสงขลา ได้จัดกิจกรรม “สองคลอง หนึ่งเล ” เท่วิถีภูมิปัญญา คนลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาตอนล่างขึ้น โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 20 คน

    โดยมีการนัดพบที่วัดคูเต่า ถิ่นรางวัลยูเนสโก พร้อมชมสถาปัตยกรรมรางวัลยูเนสโก ชมจิตรกรรมฝาผนังโบราณและของล้ำค่าในพิพิธภัณฑ์ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ตอนล่างวัดคูเต่า ก่อนงานก็เริ่มชมการร้องเพลงเรือแหลมโพธิ์ มรดกภูมิปัญญาชุมชน จากนั้นเดินทางกับรถนั่งขนำติดล้อ ชมวิถีชีวิตริมคลองอู่ตะเภา ชมแหล่งเรียนรู้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจักสานเตยปาหนัน การทำและผลิตภัณฑ์พื้นบ้านจากต้นเตย

    จากนั้นแวะสักการะทวด ณ.ศาลาริมทาง แล้วเข้าโคก หนอง นา สวนภิรมย์ฟาร์ม ชมกิจกรรมภายในสวนเรียนรู้การทำสวนไม้ต่างๆ

    ก่อนแวะบ้านดินวังหลุมพอ และชมสวนสวารัอยปีหวานวงศ์

    ส่วนวันที่สอง จะมีกิจกรรมพายเรือคายัค ชมธรรมชาติยามเช้า จิบกาแฟแลคลอง ทานอาหารเช้า ณ.บ้านสวนธนกฤต

    เสร็จแล้วชมสระมรกต กลางป่าเสม็ดขาว ชมคนเลี้ยงชันโรงอุงและญิงยวน บางกล่ำ ชมฟาร์มทะเล ป่าชายเลน บ้านโคกเมือง

    และรับประทานอาหารเที่ยง ปิ่นโตร้อยสาย ก่อนเดินทางกลับโดยสวัสดิ์ภาพ

    Cr.ขอบคุณเนื้อหาจากเว็บไซค์ https://www.reporternews5.com/archives/41348

    ขอบคุณภาพถ่ายจากแฟนเพจ Chalatat-ชลาทัศน์

  • นักพากย์เยาวชนสร้างสุขภาคเหนือ จังหวัดน่าน

    นักพากย์เยาวชนสร้างสุขภาคเหนือ จังหวัดน่าน

    วันที่ 23-24 สิงหาคม 2565 ณ โรงแรมน้ำทองน่าน อำเภอเมือง จังหวัดน่าน พระชนานันทมุนี เป็นประธานกล่าวเปิดงาน เวทีพัฒนาศักยภาพนักพากย์เรือเยาวชนสร้างสุขภาพเหนือ จังหวัดน่าน

    เบื้องต้นต้องของคุณสมาคมแข่งเรือจังหวัดน่าน สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สื่อมวลชน สภาวัฒนธรรม และหน่วยงานอื่นๆที่เล็งเห็นถึงมนต์เสน่ห์ของงานบุญประเพณีแข่งเรือยาว วัฒนธรรมแห่งสายน้ำ ภายใต้แนวคิดแข่งเรือปลอดเหล้า เพื่อรักษาคุณค่าทางวัฒนธรรมพร้อมไปกับการปกป้องประเพณีดังกล่าว มิให้ตกไปเป็นเครื่องมือส่งเสริมการการตลาดของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    ที่สำคัญคือเป็นการส่งเสริมนักพากย์เรือเยาวชนที่อยู่ในกระบวนการแข่งเรือในจุดต่างๆ ซึ่งจเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ในการส่งต่อ สืบทอด หลักคิดภูมิปัญญาให้ลุ่มลึกในวิธีการพากย์เรือละการจัดงานแข่งเรือน่าน อันเป็นเสน่ห์และความสามารถของจังหวัดน่าน

    นางสาวจิราธร กรีเรียน แกนนำเยาวชนนักพากย์เรือสร้างสุข จังหวัดน่านวันนนี้เป็นกิจกรรมที่สำคัญในการพัฒนาส่งเสริมนักพากย์เรือเยาวชนรุ่นใหม่ เพื่อทำหน้าที่ในการสืบสานประเพณี วัฒนธรรมและให้รู้เท่าทันตระหนักถึงผลกระทบจากธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีต่อสังคม

    สำหรับจังหวัดน่านได้มีการจัดอบรมพัฒนาศักยภาพนักกากย์เรือเยาวาชนเป็นครั้งที่ 5 โดยให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมงานแข่งเรือจังหวัดน่าน ในนามเยาวชนต้องขอบคุณ พระชยานันทมุนี /สมาคมแข่งเรือจังหวัดน่าน /สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า และตัวแทนโรงเรียน

  • อาชูรอ เป็นอาหารชนิดนึง ที่ชาวมุสลิมรู้จักกันดี…อาหารนี้มีที่มา

    อาชูรอ เป็นอาหารชนิดนึง ที่ชาวมุสลิมรู้จักกันดี…อาหารนี้มีที่มา

    ความเป็นมา ของการกวนข้าวอาซูรอ หรือกวนขนมอาซูรอสืบเนื่องจากได้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในสมัยนบี นุฮ (อล) ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน ไร่นาของประชาชนและสาวกของนบีนุฮ (อล) และคนทั่วไปอดอาหาร นบีนุฮ (อล) จึงประกาศให้ผู้ที่มีสิ่งของเหลือพอจะรับประทานได้ ให้เอามากองรวมกัน และให้เอาของเหล่านั้นมากวนเข้าด้วยกัน เพื่อให้ทุกคนได้รับประทานอาหารกันโดยทั่วหน้า

    จากสถานการณ์ของการแพร่ระบาดของโควิด -19 ผู้คนในชุมชน ก็ต่างคนต่างอยู่ มูลนิธิทองทศฯ และสสส.ถือโอกาสดีในการกวนอาชูรอนี้ ในการเสริมพลังให้เกิดความรัก ควาสามัคคี สานสัมพันธ์ที่ดีของชาวชุมชนกุฎีขาว ฟื้นความสัมพันธ์ที่ดีกลับมาอีกครั้ง #ย่านกะดีจีน#การท่องเที่ยวโดยชุมชน#เสริมพลังชุมชนท้องถิ่น

  • เทศบาลนครนครขอนแก่นร่วมกับวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น, สสส., ผู้นำชุมชน, สภาเด็กฯ เปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการขับเคลื่อน ถอดบทเรียน ประเพณีงานสุดยอดสงกรานต์อีสาน เทศกาลดอกคูนเสียงแคนและถนนข้าวเหนียวปลอดเหล้า”

    เทศบาลนครนครขอนแก่นร่วมกับวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น, สสส., ผู้นำชุมชน, สภาเด็กฯ เปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการขับเคลื่อน ถอดบทเรียน ประเพณีงานสุดยอดสงกรานต์อีสาน เทศกาลดอกคูนเสียงแคนและถนนข้าวเหนียวปลอดเหล้า”

    วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2565 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุมสีโห เทศบาลนครขอนแก่น

    นายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น มอบหมายให้นายศรัณย์ เปานาเรียง ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการขับเคลื่อน “งานสุดยอดสงกรานต์อีสาน เทศกาลดอกคูนเสียงแคนและถนนข้าวเหนียวปลอดเหล้า”ร่วมกับ สสส เครือข่ายองค์กรงดเหล้า โดยมี นายสังวาล เมืองโคตร ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาชุมชน, ตัวแทนวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น, นายสุรชัย สุวรรณสิรินนท์ ประธานชุมชนหลักเมือง, นายจิตติ เชิดชู ประธานชุมชนเทพารักษ์ 5, นส.จินตนา โททำ ประธานชุมชนพระนครศรีบริรักษ์, ตัวแทนชุมชนธารทิพย์, อพปร. ศูนย์เยาวชน สภาเด็กและเยาวชนและพนักงานเทศบาลที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรม

    เทศบาลนครขอนแก่นเห็นถึงความสำคัญในการรักษาประเพณีที่ดีงาม และลดปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานบุญประเพณี เพื่อเป็นการลดอุบัติเหตุ ลดการทะเลาะวิวาท และเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว จึงได้จัดโครงการ “ถนนข้าวเหนียวปลอดเหล้า ที่ได้เริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2549-ปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 13 ปี โดยความร่วมมือจาก สสส. เครือข่ายองค์กรงดเหล้า และความร่วมมือจากหลายภาคส่วน

    สำหรับการประชุมในครั้งนี้ผู้เข้าร่วมประชุมได้แลกเปลี่ยนกระบวนการทำงานที่ดูแลรับผิดชอบ หรือการดำเนินการในส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดงานสงกรานต์ ถนนข้าวเหนียว ปลอดเหล้า พร้อมข้อแนะนำในการจัดงาน เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนงานต่อไป