Category: ท่องเที่ยวชุมชน

ท่องเที่ยวชุมชน (CBT) งานที่เกี่ยวข้องกับท่องเที่ยวชุมชน สุขภาวะ

  • Voluntist สร้างต้นแบบพื้นที่ creative Space ของชุมชนเยาวชนและคนทุกรุ่นจังหวัดน่าน

    Voluntist สร้างต้นแบบพื้นที่ creative Space ของชุมชนเยาวชนและคนทุกรุ่นจังหวัดน่าน

    เมื่อวันที่ 9-12 กุมภาพันธ์ 2566 ทางโครงการได้ลงทำงานฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ณ พื้นที่ อำเภอเมืองน่าน อีกครั้ง

    ทั้งนี้กิจกรรมท่องเที่ยวเสริมพลังวัฒนธรรมสร้างสุข มีเป้าหมายหลักคือการบูรณาการทุกภาคส่วนเข้าร่วมด้วยกันให้มากที่สุดเพื่อสร้างผลลัพธ์เขิงวัฒนธรรมที่สร้างความสุข และ สร้างความยั่งยืน โดยผลลัพธ์ของการทำงานร่วมกัน ของ สองภาคี หรือ มากกว่านั้น จะได้ผลงอกงามที่เรียกว่า 1 + 1 ควรมากกว่า 2

    โดยผลลัพธ์หลักที่วางไว้ในครั้งนี้ของกิจกรรมท่องเที่ยวเสริมพลังวัฒนธรรมสร้างสุขจังหวัดน่าน คือโครงการและทีม Voluntist เราต้องการสร้างต้นแบบพื้นที่ creative Space ของชุมชนเยาวชนและคนทุกรุ่นจังหวัดน่าน หรือ คนสามวัย ต่อยอดจากการที่เราสร้างเส้นทางท่องเที่ยวไว้แล้ว เพื่อเป็นที่พัฒนาทักษะที่สำคัญกับสัมมาอาชีวะโดยได้ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ตัวอย่าง และก็ยังเป็นการส่งต่อ ทำให้เกิดการบันทึก ความรู้เชิงวัฒนธรรมเชื่อมโยงจากรุ่นสู่รุ่นผ่านกิจกรรมนี้ไปในตัว ขณะเดียวกันก็จะเป็นแหล่งให้ความรู้เรื่องพิษภัยเหล้าบุหรี่กับเยาวชนด้วยเช่นกัน โดยกิจกรรมนี้กำกับและออกแบบโดยการทำงานร่วมกันของคุณภัทราภรณ์ ปราบริปู คุณเพลินจิต พ่วงเจริญ คุณธนากร แสนคำสอ และ คุณวิญญู ศรีศุภโชค ตัวแทนโครงการเสริมพลัง และ Voluntist

    และในกิจกรรมเราก็ยังวางผลลัพธ์รอง คือการได้ทดลองเส้นทางกิจกรรมท่องเที่ยวโดยจักรยานที่โครงการได้มีส่วนร่วมพัฒนา โดยเราได้เข้าร่วมกับกิจกรรมท่องเที่ยวโดยจักรยานรอบเมืองน่านกับกิจกรรมปั่นไปบอกฮักน่านของชมรมจักรยานเมืองน่าน ที่มีท่านรองผู้ว่า กฤชเพชร เพชระบูรณิน เป็นประธาน

    ทั้งนี้ผลสำเร็จที่ได้มาจากการทำกิจกรรมทั้งสองส่วนดังกล่าวในครั้งนี้คือการเกิดตัวอย่างกิจกรรมใหม่คือการสร้างพื้นที่เรียนรู้ และ creative space ให้เกิดขึ้นมาเป็นตัวอย่าง และ เราได้เห็นการทำงานเชื่อมกันของคนสามวัย อย่างชัดเจนได้ในครั้งนี้ คือ เยาวชน จะเป็นคนทำงานแถวหน้า คนวัยทำงานจะทำงานในเชิงการประมวลผล กำกับกิจกรรม ส่วนคนวัยสูงอายุ จะเป็นคนคอยให้ความรู้ที่ตนมี และ กำกับทิศทางให้กับคนรุ่นถัดไป

    โดยตัวอย่างของคำชม และ คำแนะนำจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ อาทิ คุณจิตตรง พัฒนศิริ ผู้จัดการจากร้านเลมอนฟาร์ม และ ผู้ปกครองที่เข้าร่วมกิจกรรม ต่างมีความพอใจในประเด็นการนำของดีของชุมชนที่เป็นของเก่าออกมาให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสแทนตนเองที่ไม่สามารถทำได้ ส่วนคุณ Joelle Fidan นักท่องเที่ยว ก็รู้สึกชอบที่ได้ประสบการณ์จากการได้ร่วมทำขนมจ๊อก ขนมสูตรดั้งเดิมของน่าน ถึงขนาดต้องนำกลับไปกินที่กรุงเทพต่อจำนวนมาก ส่วนด้านคำแนะนำพบว่า หลายท่านอยากให้การนำเสนอในกิจกรรมบางส่วนเช่นทอผ้า มีความกระชับมากขึ้น เป็นต้น

    แผนงานของโครงการเสริมพลังนี้ในลำดับถัดไป ในประเด็นพื้นที่เรียนรู้ และ Creative space ทางโครงการจะพัฒนาจนไปถึงการสร้างหลักสูตรเข้าถึงสถานศึกษาในช่วงวิชาเรียนวิชารู้ ให้ เยาวชน หรือ คนวัยอื่นๆ ได้เข้ามาร่วมกัน สร้างการรักษา พัฒนา ต่อยอด ต้นทุนของชุมชน และ ให้ความรู้เรื่องสุขภาวะไปในตัว โดยจะใช้ชื่อโครงการ ล่องน่าน เป็นโครงการนำร่อง ของการสร้างหลักสูตรนี้ ในพื้นที่จังหวัดน่าน

    เหตุที่เลือกเริ่มต้นขึ้นที่นี่ เพราะ จังหวัดน่านนี้ มี การรวมกลุ่มของเยาวชน และ คนสูงวัยที่เข้มแข็ง ส่วนคนวัยทำงานแม้นจะยังไม่เข้มแข็งนัก แต่เนื่องจากมีคนวัยทำงานของภาครัฐมาช่วยเสริมหลายองค์กรณ์ จึงทำให้วิเคราะห์ได้ว่า มีความเข้มแข็งของคนสามวัยที่สูง

    แล้วยิ่งเมื่อโครงการ Application นำเที่ยวของมูลนิธิทองทศฯ และ ชมรมจักรยานน่านแล้วเสร็จ น่าจะเป็นจุดประกายที่สำคัญอย่างยิ่งในจังหวัดนี้ในการทำให้ภาพของคำว่า บูรณการ หรือ 1+1 ควรมากกว่า 2 ชัดขึ้น

    #วัฒนธรรมสร้างสุข ต่อคนทั้งมวล

    #ท่องเที่ยวปลอดภัย เสริมพลังชาวน่านและชาวเรา

  • “คนเลี้ยงช้าง ช้างเลี้ยงคน” การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    “คนเลี้ยงช้าง ช้างเลี้ยงคน” การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    คนกับช้าง

    ช้างเป็นสัตว์ประจำชาติไทยมาแต่โบราณ คนกับช้างอยู่ร่วมกันทำงานด้วยกัน บางครั้งเราก็เอาเปรียบช้าง แต่หลายครั้งเราก็ดูแลช้างและจังหวัดสุรินทร์ก็เป็นจังหวัดที่มีทั้งวัฒนธรรมของชาวกุยที่เกี่ยวกับช้างที่สืบทอดมายาวนาน เป็นวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับการคล้องช้าง ดูแลช้างเพื่อนำช้างไปใช้ในราชการงานเมืองต่างๆตั้งแต่โบราณแต่ปัจจุบันนี้สภาพสังคมเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อมได้เปลี่ยนไปแล้วเทคโนโลยีต่างๆได้เข้ามาแทนที่ จากเดิมที่ช้างต้องทำงานลากไม้ งานขนส่ง หรือแม้กระทั่งงานสงคราม ก็ได้ถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาตามลำดับ

    ช้างไทยในปัจจุบันจึงเปลี่ยนบทบาทไปสู่การทำงานด้านอื่นๆมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวทั้งเชิงวัฒนธรรมและเชิงสันทนาการช้างแต่ละเชือกในปัจจุบันก็ไม่ใช่ช้างป่าอีกต่อไปแล้ว เพราะว่าช้างอยู่กับคน อยู่กับควาญ ครอบครัวนั้นๆมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่าของช้างเชือกนั้นอยู่แล้ว จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะปล่อยให้ช้างเข้าป่าเป็นช้างป่าตามแบบเดิมที่เขาเคยเป็นมาเมื่อต้นตระกูลของช้างเชือกนั้นเคยเป็น

    แม้ว่าในปัจจุบันกระแสจากโลกภายนอกประเทศต่างๆ หรือคนรุ่นใหม่มีคำถามที่ว่า ทำไมคนเลี้ยงช้างถึงจำเป็นจะต้องล่ามโซ่ช้างเหล่านั้นไว้ไม่ปล่อยให้ช้างเหล่านั้นเดินไปเดินมาได้สบายๆซึ่งควาญแต่ละเชือกก็จะพูดในประเด็นที่ว่าเพราะความปลอดภัยของทั้งช้าง ควาญและนักท่องเที่ยว ซึ่งหลายครั้งก็ยังไม่มีน้ำหนักพอสำหรับคำถามดังกล่าว

    วัฒนธรรมสร้างสุขท่องเที่ยวปลอดภัย

    โครงการวัฒนธรรมสร้างสุขท่องเที่ยวปลอดภัยจึงมีความเห็นว่าในประเด็นนี้สอดคล้องกับภารกิจของโครงการเป็นอย่างยิ่งทั้งเรื่องความปลอดภัย เรื่องการรักษาวัฒนธรรม และ สัมมาชีพของทั้งคนและช้าง จึงได้เดินทางมาศึกษาดูงานที่หมู่บ้านช้างบ้านหนองบัว จังหวัดสุรินทร์มาอย่างต่อเนื่องกว่า 1 ปีและ เมื่อวันที่ 24-26 มกราคม 2566 จึงถือเป็นโอกาสอันดีในการจัดกิจกรรมทดลองเที่ยวและประชุมเชิงปฏิบัติการไปพร้อมกัน เพื่อหาแนวคิด หากิจกรรมวางแผนร่วมกันเพื่อตอบโจทย์ปัญหาความปลอดภัยของช้างและนักท่องเที่ยวที่ทำงานทางด้านท่องเที่ยวซึ่งรวมถึงการตอบปัญหาเรื่องทำไมต้องล่ามช้าง

    ทางโครงการจึงเชิญนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและผู้ประสานงานจังหวัดและผู้ประสานงานภาคของเครือข่ายงดเหล้าภาคอีสานล่าง นำโดย คุณสุวัลยา โต๊ะสิงห์ และ คุณวิญญู ศรีศุภโชค และ คุณยุทธพงศ์ ศีลาภิรัติ ทีมงาน Voluntist เข้ามาร่วมดูกิจกรรมและประชุมร่วมกันเพื่อหาแนวทางการทำงานเพื่อขับเคลื่อนหรือแก้ไขประเด็นนี้ ร่วมกับทีมงานหนองบัวโฮมสเตย์ที่นำโดยคุณวรรณา ศาลางาม

    อาสาพัฒนาชุมชน

    โดยได้จัดกิจกรรมทดลองเที่ยวหมู่บ้านช้างเป็นเวลา 2 วัน 2 คืนโดยพ่วงกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาชุมชนผ่านการสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนบ้านบัว เข้าไปด้วย โดยกิจกรรมนี้เราออกแบบว่า เราอยากให้ชุมชนบ้านหนองบัวเห็นถึงความรู้สึกของนักท่องเที่ยวจากทางฝั่งตะวันตกหรือคนรุ่นใหม่ที่มีมุมมองที่เป็นลบกับการล่ามโซ่ช้าง ทั้งก่อนและหลังการได้อยู่กับช้างร่วมกันกับเรา

    ซึ่งผลลัพธ์ออกมา ก็ตรงกับสมมติฐานที่ว่านักท่องเที่ยวฝั่งชาติตะวันตกที่มีภาพลบกับการล่ามโซ่ ก็ยังคงติดใจเรื่องประเด็นนี้บ้าง แต่สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปที่ยังไม่ถึงกับตั้งแง่กับประเด็นนี้มากนัก ต่างประทับใจกับการได้อยู่กับช้างกันอย่างมาก โดยมีคำแนะนำจากคุณ Jacob Dey ที่ว่าอยากให้ลดการใช้ขอ หรือ จากคุณ Eva Stein และ คุณ Lea Segatto ที่รู้สึกยังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องตัดงาเพื่อทำเครื่องประดับ ทั้งที่อธิบายแล้วว่า เพื่อความสบาย และ ป้องกันปัญหางาหักของช้าง เป็นต้น

    นอกจากนั้นสิ่งที่ได้มาจากการประชุมร่วมกันกับชาวต่างชาติทั้งกลุ่ม คือ หากทำให้ช้างเหล่านั้นรวมทั้งควาญที่ดูแลช้าง ครอบครัวของควาญที่ดูแลช้าง มีความอิ่มมีความสบายในเรื่องของอาชีพหรือรายได้และอาหารแล้วช้างก็จะไม่จำเป็นต้องทำงาน ซึ่งหมายความว่าจะเป็นกาลดการนำช้างให้ไปเจอกับคนแปลกหน้าซึ่งก็คือนักท่องเที่ยวลงไปได้ ซึ่งจะเป็นสาเหตุไปสู่การทำให้เราสามารถปล่อยช้างให้อยู่ในพื้นที่ที่กว้างขวางกว่าเดิมแทนที่จะต้องล่ามโซ่เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวฃ

    ทางโครงการจึงมีความคิดร่วมกันว่าจะริเริ่มทำกิจกรรมทดลองเที่ยวนำนักท่องเที่ยวมาทดลองใช้ชีวิตร่วมกับช้าง ณ หมู่บ้านช้างหนองบัวนี้ เพื่อสร้างการรับรู้ให้เห็นถึงวิถีวัฒนธรรมชาวกวยและช้างที่อยู่กันอย่างเป็นครอบครัวมานานกว่าหลายร้อยปีผ่านการมาสัมผัสจริงโดยใช้การท่องเที่ยวเป็นตัวนำและจะร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆที่ทำงานด้านรณรงค์ของเครือข่ายงดเหล้ามากกว่า 10 ปี เข้ามา โดยนำเอาจุดต่างและจุดแข็งมาประสานกันเพื่อนำไปสู่ เป้าหมายสูงสุดคือทำให้เกิดภาพที่เป็นสุข สุขภาวะ ของคนเลี้ยงช้าง ช้างเลี้ยงคนกันอย่างมีความสุข เช่น ควาญช้างไม่จนเครียด ไม่กินเหล้า หรือ ช้างไม่ทำงานหนัก

    โตยในขั้นตอนต่อไปทางโครงการจะร่วมกันจัดตั้งคณะกรรมการบริหารกิจกรรมนี้ร่วมกับทางฝั่งสคล. ส่วนกลางและภูมิภาค ร่วมกับแกนนำชุมชนหนองบัวเพื่อจัดสรรกิจกรรมให้สอดคล้องกับปฏิทินการทำงานตลอดทั้งปีของเครือข่ายงดเหล้า เช่น การณรงค์เรื่องแข่งเรืองดเหล้าท่าตูม และ ดึงให้เครือข่ายนักเรียนมัธยมศึกษา โรงเรียนช้างบุญวิทยา เข้ามาเชื่อมงานด้านประชาสัมพันธ์เพื่อชุมชนหนองบัว ที่ทางชุมชนยังต้องการความช่วยเหลือด้านนี้เช่นกัน

    วัฒนธรรมชาวกูย

    แม้จะเป็นเป้าหมายที่ดูยาก แต่หากเริ่ม ณ วันนี้ ภาพช้างไทย ที่ปลอดภัย มีสุขภาวะ และ วัฒนธรรมชาวกูย ก็จะได้รับการรักษาต่อยอดอย่างมีเกียรติ และ ยั่งยืน
  • ชาวเวียงสระ จัดงาน “ชวนล่องพาใจกลับไปอดีต” การขับเคลื่อนงานประวัติศาสตร์ท้องถิ่นสู่การจัดการท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ภูมินิเวศลุ่มแม่น้ำตาปี

    ชาวเวียงสระ จัดงาน “ชวนล่องพาใจกลับไปอดีต” การขับเคลื่อนงานประวัติศาสตร์ท้องถิ่นสู่การจัดการท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ภูมินิเวศลุ่มแม่น้ำตาปี

        เมื่อวันที่ 27-29 มกราคม 2566 ชาวบ้านในพื้นที่ อ.เวียงสระ ได้จัดงาน “ชวนล่องพาใจกลับไปอดีต” ขึ้น เพื่อนำเสนอเส้นทางการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ของเมืองโบราณเมืองเวียงสระและภูมินิเวศลุ่มน้ำตาปี สู่การขับเคลื่อนการท่องเที่ยงทางประวัตศาสตร์มีชีวิต

    ในวันที่ 27 มกราคม 2566 ได้นำนักเรียน/นักศึกษา และผู้ที่สนใจลงพื้นที่ไปตามเส้นทางประวัติศาสตร์เมืองโบราณเมืองเวียงสระและภูมินิเวศลุ่มน้ำตาปี เพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์/วิถีชีวิต/ระบบนิเวศ ของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เส้นทางประวัตศาสตร์นี้ โดยมีเส้นทางศึกษาประวัติศาสตร์ 3 เส้นทาง คือ 1.คลองพรง บ้านนาสาร 2.คลองอิปัน พระแสง และ 3.คลองตาปี เมืองเวียงสระ

        ในวันที่ 28 มกราคม 2566 ได้มีการกล่าวต้อนรับ โดย นายโกศล สุขเกษม กำนันตำบลเวียงสระ และนายจงจิตร อภิชาตกุล ผู้ใหญ่บ้าน หมูที่ 7 บ้านเวียงสระ ก่อนที่เริ่มกิจกรรมภายในงาน โดยมี นางสาวรัตนา ชูแสง บอกเล่าเป้าหมายจัดเวทีเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เมืองโบราณเวียงสระ ซึ่งบอกเล่าการทำงานที่ผ่านมาของกลุ่มเครือข่ายเด็ก เยาวชน และครูภูมิปัญญารุ่นใหม่ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเราได้มีโอกาสเรียนรู้ ทำงานวิจัยเล็กๆ ในชุมชนนเพื่อที่จะนําเรื่องราวในอดีตขึ้นมาสู่การเรียนรู้ในปัจจุบัน โดยใช้เส้นสายน้ำคลองอีปัน คลองพรง คลองตา และอีกหลายหลายคลองที่พยายามที่จะเข้าไปสืบค้นเรื่องราวประวัติศาสตร์และร่องรอยความรุ่งเรืองในอดีต โดยเริ่มกิจกรรมกันตั้งแต่ พ.ศ. 2548 มีการสร้างแกนนําเยาวชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ในเรื่องของการอนุรักษ์สายน้ำและมีการสํารวจสายน้ำตั้งแต่ต้นน้ำซึ่งเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ลงมาจนถึงแม่น้ำตาปีด้านหลังวัดเวียงสระ
    และมีการเสวนาในหัวข้อ “การขับเคลื่อนงานประวัติศาสตร์ท้องถิ่นสู่การจัดการท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ภูมินิเวศลุ่มแม่น้ำตาปี” ซึ่งในการเสวนาครั้งนี้สรุปได้ว่า การเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ควรที่จะเริ่มต้นจากตัวเอง ครอบครัว แล้วค่อยขยายสู่ชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง อีกอย่างถ้าจะให้เกิดการท่องเที่ยวนั้นควรให้เกิดเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต มีการสร้างเด็กเยาวชนในพื้นที่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของพื้นที่นี้ และมีการส่งต่อรุ่นสู่รุ่น
    หลังจากนั้นจะมีลานเรียนรู้ภูมิปัญญาวัฒนธรรมชุมชน โดยเครือข่ายในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง มีลานวัฒนธรรม โดยมีการแสดงมโนราห์ ซึ่งเป็นการว่าบทมโนราห์แบบโบราณ และมีการแสดงดนตรีจากนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี วง Z-two
        ในวันที่ 29 มกราคม 2566 มีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์ เรียกพิธีกรรมนี้ว่า “การทำอารตี” คือการบูชาองค์เทพด้วยไฟ ซึ่งการทำอารตีถือเป็นการบูชาและแสดงความเคารพองค์เทพอย่างสูงสุดเหนือกว่าการสวดมนต์บูชาและถวายของสังเวยใดๆทั้งปวง โดยการทำอารตีตามแบบพิธีกรรมฮินดูโบราณ โดยการทำอารตี มีขั้นตอนในการทำพิธีกรรมดังนี้
                        1.) ถวายเครื่องสังเวย
                        2.) สวดมนต์ตราบูชาองค์พระพิฆเนศ
                        3.) อธิษฐานขอพร
                        4.) ทำการอารตี (หลังจากอธิษฐานเสร็จ)
                วัสดุอุปกรณ์ที่จะต้องเตรียมสำหรับทำพิธี
                         1.) ถาดอลูมิเนียมหรือสแตนเลส
                         2.) ถางประทีป (ถ้าไม่มีจริงๆ สามารถใช้ เทียนไข แทนได้)
                         3.) ดอกดาวเรือง 2-3 ดอก จากนั้นฉีกเอาเฉพาะกลีบดอก
                         4.) กำยานรูปกรวย 1 ชิ้น
                วิธีจัดถาดอารตี
                         1.) โรยกลีบดอกดาวเรืองให้ทั่วทั้งถาด
                         2.) วางถางประทีปไว้กลางถาด
                         3.) วางกำยานไว้ด้านใดด้านหนึ่งใกล้ๆถางประทีป
           วิธีการอารตี
                         1.) จุดไฟที่กำยานและถางประทีป
                         2.) ร้องเพลงอารตีขององค์พระพิฆเนศ หรือ เปิดเพลงบทอารตีให้ท่านก็ได้
                         3.) ทำการเวียนถาดตามเข็มนาฬิกา โดยระดับของถาดไล่ไปตามระดับเริ่มจากระดับพระบาท (เท้า) ขององค์เทวรูป หมุนวนตามเข็มนาฬิกาทั้งหมด 3 รอบ จากนั้นไต่ระดับไปที่พระอุระ (หน้าอก) ขององค์เทวรูป หมุนวนตามเข็มนาฬิกาทั้งหมด 3 รอบ จากนั้นไต่ระดับไปที่พระเศียร (ศรีษะ) ขององค์เทวรูป หมุนวนตามเข็มนาฬิกาทั้งหมด 3 รอบ และสุดท้ายให้หมุนวันถาดตามเข็มนาฬิกา โดยให้หมุนเป็นวงกว้างครอบทั้ง องค์เทวรูปหรือโต๊ะบูชา
    ** ในขั้นตอนนี้หากมีผู้ร่วมอารตีกับเรา สามารถให้ท่านอื่นหมุนวนถาดไปจนกว่าจบบทสวด(จนเพลงจบ)
                        4.) นำถาดอารตีวางไว้หน้าแท่นบูชาองค์เทพ พร้อมกับนำมือกอบควันไฟ เข้าหาตัว เข้าหาหน้าของเรา แล้วภาวนาว่า..."โอม" ขณะกล่าวคำว่าโอมให้ลากเสียงยาวๆ โดยทำ 3 ครั้ง (อาจจะไม่ตรงกับแบบฉบับอื่นๆ )
                        5.) กรุณาเฝ้าถาดที่มีไฟอยู่ ให้ไฟดับเสียก่อน เพราะไฟไหม้อาจไหมได้ ถ้าไม่มีคนนั่งเฝ้า ถ้าไม่สะดวกให้ดับถางประทีปที่จุดไฟ (เฉพาะถางประทีปอย่าดับกำยาน) ด้วยน้ำ หรือลม...ตรงจุดนี้องค์เทพท่านเข้าใจว่าเป็นการอารตีส่วนบุคคล ซึ่งมีข้อจำกัดทางด้านเวลาและสถานที่
        นายรัตตพล สุวรรณโชติ แกนนำคนหัวใจเพชรและครูภูมิปัญญาชุมชนประวัติศาสตร์เมืองเวียงกล่าวทิ้งท้ายว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นการบูรณการร่วมกันของภาคีเครือข่ายเพื่อสร้างการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์อย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย ห่างไกลปัจจัยเสี่ยง รวมถึงเพื่อนำเสนอสินค้า ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมในท้องถิ่นให้กับสารธารณะได้รับรู้ อีกทั้งเด็ก-เยาวชน ที่เป็นแกนนำเยาวชนในพื้นที่ก็มีความหวงแหนและเป็นเจ้าของพื้นที่ ในขณะที่ต้องขับเคลื่อนตนเองให้เท่าทัน เรื่องเหล้า-บุหรี่และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆด้วย
  • ธุรกิจ การท่องเที่ยวชุมชน จังหวัดเข้าร่วมในการพัฒนานำร่อง โดย ชัยนาท ตาก และสุโขทัย

    ธุรกิจ การท่องเที่ยวชุมชน จังหวัดเข้าร่วมในการพัฒนานำร่อง โดย ชัยนาท ตาก และสุโขทัย

    ธุรกิจ การท่องเที่ยวชุมชน

    โดยปกติ ก็คือ การเกิดการซื้อการขายระหว่างนักท่องเที่ยวกับชุมชนนั้นๆและธุรกิจก็ย่อมหมายถึงว่าย่อมมีการแข่งขัน บางครั้งลูกค้าอาจไม่ซื้อยังไม่ชอบ อาจไม่พร้อมซื้อ หรือเพราะยังไม่รู้จักชุมชนนั้นๆดีพอ ในขณะเดียวกัน ในชุมชนเองก็ย่อมควรที่จะต้องร่วมมือกันรักษาหรือพัฒนาสิ่งที่ดีงามและต่อยอดสิ่งที่ดีงามนั้นให้เป็นประโยชน์กับสังคมตนเองและเผื่อแผ่ไปยังสังคมรอบข้างด้วย เพื่อขยายผลสิ่งที่ดีของตน เช่นชุมชนเองก็ควรที่จะต้องรักษาสิ่งแวดล้อมของตัวเองให้ดีเพื่อชุมชนตัวเองหรือชุมชนข้างเคียง

    เราจึงเชื่อว่าการท่องเที่ยวชุมชนเป็นเครื่องมือหนึ่งในการพัฒนาให้สังคมเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อมสามารถมีความเข้มแข็งยั่งยืนได้โดยคนในชุมชนเป็นผู้ดูแลรักษาเป็นหลักในขณะเดียวกันก็ยังเอื้อให้สังคมอื่นได้ประโยชน์ด้วยจากการที่เกิดจาก การแลกเปลี่ยนระหว่างกัน การท่องเที่ยวก็เช่นกัน ไม่จำเป็นต้องมาเที่ยวแค่บ้านเรา แต่แวะหลายบ้านด้วยก็ดีนะ 🙂

    และในพื้นที่การจัดการของเครือข่ายการท่องเที่ยวชุมชนของเครือข่ายงดเหล้า ภาคเหนือตอนล่างซึ่งมี 3 จังหวัดที่ได้เข้าร่วมในการพัฒนานำร่อง ก็คือ ชัยนาท ตาก และสุโขทัย ซึ่งเราได้ร่วมกันคิดวิเคราะห์ร่วมกันค้นหาของดีร่วมกันมาเป็นระยะเวลา 1 ปีและเมื่อเรานำสิ่งดีๆของทั้ง 3 ชุมชนในต่างจังหวัดดังกล่าวซึ่งก็คือ

    อาหารดีๆวิวสวยๆที่ทุกชุมชนมี

    ทั้งที่ชัยนาท ไทยชนะศึกและไม้งาม มาออกแบบรวมเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวเชื่อมโยงจังหวัดแต่ละจังหวัด เราก็จะได้เส้นทางการท่องเที่ยวแบบใหม่

    ดังเช่นครั้งนี้เราออกแบบเส้นทางที่มีปลายทางคือจังหวัดสุโขทัยและมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่สุดก็คืออุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยเป็นจุดหมายหลัก และเราเลือกว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่คงมาจากกรุงเทพฯและปริมณฑล และออกแบบว่ามีเวลาท่องเที่ยวเพียง 2 วัน เพื่อ ให้สอดคล้องกับชีวิตของคนส่วนใหญ่ที่มีวันหยุดคือวันเสาร์อาทิตย์ เราได้ออกแบบกิจกรรมออกมาเป็นดังนี้

    8 โมงเช้าออกจากกรุงเทพมหานคร

    • แวะทานอาหารเที่ยงที่จังหวัดชัยนาท
    • มุ่งหน้าต่อไปเยี่ยมชมความงามที่จังหวัดตาก รับประทานอาหารเย็นกันที่ตำบลไม้งาม เพื่อทำกิจกรรมอาสาสมัครชมสวนพร้อมทานอาหารอร่อยๆ
    • มุ่งหน้าเข้าไปพักค้างคืนที่บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เพื่อตอนเช้าจะได้ตื่นขึ้นมาปั่นจักรยานเที่ยวรอบอุทยานประวัติศาสตร์ได้โดยไม่ร้อนนัก
    • กินข้าวเที่ยงกันที่ชุมชนไทยชนะศึกพร้อมชมวิวสวยๆ ดูกิจกรรมต่างๆ เสร็จประมาณบ่ายโมง ออกมุ่งหน้าสู่จังหวัดพิษณุโลกเพื่อนมัสการพระพุทธชินราชแล้วก็แวะหาอาหารเย็นทานกันระหว่างทางกลับเช่นแถวๆจังหวัดนครสวรรค์ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

    เราจึงได้พาให้ Lea Segatto , Marie Roseler and Celiba Bohner สามสาวจิตอาสาจากทีม Voluntist

    เป็นแขกทดลองทริป และ ได้ประชุมแลกเปลี่ยนความคิด และวางแผนร่วมกันกับคุณศิวะพร คงทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายงดเหล้าจังหวัดตาก และ คุณวรวุฒิ ศรีคำมา ผู้นำวิสาหกิจชุมชนไทยชนะศึก ซึ่งได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากนักท่องเที่ยวอาสาสมัคร ว่าสิ่งใดบ้างที่เขาชอบและควรต่อยอด

    ทั้งนี้ในประเด็นเชิงการพัฒนาทักษะของคนสามวัย หรือ คนรุ่นใหม่

    ชุมชนไม้งามยังสามารถที่จะจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับอาชีพ หรือ การเรียนของสถานศึกษาในชุมชน เพื่อทำให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างรุ่นสู่รุ่น คนสามวัย ผ่านเครือข่ายในระบบการศึกษาปกติ ด้วยเครื่องมือการท่อเที่ยวชุมชนด้วย

    โดยสามารถเน้นการออกแบบที่เป็นการทดลองหรือพื้นที้ Sandbox เพื่อให้คนชุดใหม่ ที่อยากจะลองทำงานด้านท่องเที่ยวได้เข้ามาได้ฝึกและนำประสบการณ์ไปใช้ในชีวิตจริงต่อไป

    ดังเช่น ที่ ชุมชนไม้งาม ได้เปิดพื้นที่ให้ นักศึกษาอาชีวะเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมออกแบบท่องเที่ยวชุมชน และ ร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยวดังเช่นในครั้งนี้ ส่วนชุมชนอื่นๆ กำลังวางแผนเพื่อเชื่อมโยงกับโรงเรียน และ สถานศึกษาอื่นๆ ต่อไป ตามแนวทางที่หารือกันไว้ตามแผน

  • ชาติพันธุ์กระเหรี่ยง คาดหวังถ่ายทอดพิธีบุญข้าวใหม่ ให้รุ่นหลังรับช่วง

    ชาติพันธุ์กระเหรี่ยง คาดหวังถ่ายทอดพิธีบุญข้าวใหม่ ให้รุ่นหลังรับช่วง

    วันนี้จะพาทุกคนมาเที่ยวชมวิถีชีวิตวัฒนธรรมชาวไทยเชื้อสายกระเหรี่ยง ในฤดูกาลเกี่ยวข้าวหมุนเวียน รอวันกินข้าวใหม่ เป็นประเพณีที่สืบทอดมาแต่สมัยโบราณนานนับร้อยปี ให้ลูกหลานได้รู้จักวิถีชีวิตดั้งเดิมหาชมได้ยาก ไปเที่ยวชมวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงบางกะม่าร่วมกับผู้ใหญ่บ้าน และชุมชนร่วมกันจัดขึ้น เพื่อเป็นการฟื้นฟูวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชุมชนชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงให้คงอยู่ เมื่อถึงช่วงหน้าเกี่ยวข้าวจะมีการจัดเตรียมอุปกรณ์ และเครื่องสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล มีผู้นำหมู่บ้านพร้อมชาวบ้านจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าทอมือเป็นชุดประจำพื้นถิ่นของชนชาติกะเหรี่ยง ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนชาวกะเหรี่ยงที่นำอุปกรณ์การเก็บเกี่ยวข้าวเปลือกที่เรียกว่า “ปา” ใช้สำหรับเก็บข้าวฟ่อน และ “ ไน” ใช้สำหรับใส่ข้าวเปลือก และ “โงใหญ่” เป็นอุปกรณ์ใส่ข้าวฟ่อนเพื่อใช้แบกข้าวฟ่อนขึ้นบนห้างสูง ที่ทำไว้สำหรับใช้นวดข้าวให้หล่นตกมาด้านล่าง เมื่อนวดข้าวเหลือแต่เม็ดแล้วก็จะนำไปใส่แบบข้าวแบ่งกันกลับไป เป็นข้าวสายพันธุ์ที่ไม่ต้องซื้อกินลักษณะคล้ายตะกร้าทรงสูงเป็นอุปกรณ์ที่จักสานมาจากไม้ไผ่ละเอียดโดยจะมีการนำเชือกร้อยใส่ที่กลางตะกร้า เพื่อนำขึ้นคล้องใส่ไว้บนศีรษะ เตรียมนำไปใส่ฟ่อนข้าวที่เก็บเกี่ยวอยู่ไร่ปลูกข้าว เพื่อเอามานวด

    การจัดกิจกรรมว่า เป็นประเพณีที่สืบทอดต่อกันมานับร้อยปีมาแล้ว ซึ่งชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่า พระแม่โพสพจะอยู่บนสวรรค์ จะมีกระเช้าจะเปรียบเสมือนกระเป๋าเงินกระเป๋าทองที่พระแม่โพสพให้มาจะมีเมล็ดข้าวเมล็ดงา ดอกไม้ต่างๆ เสร็จแล้วพระแม่โพสพก็จะให้โอวาทกับกลุ่มชาติพันธุ์จากนั้นจึงกลับขึ้นสวรรค์โดยกระเป๋าที่ทิ้งให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์สืบต่อมานั้นเป็นสายใยรักของท่านอย่าไปทิ้ง ขอให้สืบทอดต่อไปนอกจากนี้ด้านในกระเป๋ายังมีกล้วย ข้าวห่อ หมากพลู เคียวเกี่ยวข้าว พร้อมกับอ้อยอีก 1 ลำ พอเกี่ยวข้าวแม่โพสพใหญ่แล้วก็จะนำมาเก็บไว้ในฉาง เป็นประเพณีสืบทอดกันมายาวนาน 200 – 300 ปีแล้ว ตั้งแต่ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงเกิดขึ้นมาทั่วประเทศไทย ส่วนพื้นที่การปลูกก็จะขึ้นอยู่กับสภาพแต่ละพื้นที่ เช่น เชิงเขาสูง ที่ราบ ช่วงฤดูการเตรียมหาพื้นที่ปลูกตั้งแต่เดือนมกราคม ซึ่งอาจจะปลูกช่วงเดือนสิงหาคม จะต้องมีอุปกรณ์ตามที่แม่โพสพบอกไว้ วิธีการปลูกนั้นเป็นลักษณะแบบหมุนเวียน ใช้ไม้แทงหยอดลงดินตามหลุมโดยพันธุ์ข้าวมี 2 สายพันธุ์คือ พันธุ์อั้งเจิง และพันธุ์ว่องลาย หลังจากเกี่ยวข้าวเสร็จก็จะนำข้าวฟ่อนขนขึ้นไปบนห้างเรียงเก็บไว้เป็นแถว เมื่อถึงเวลานัดหมายก็จะช่วยกันนวด ช่วยกันฟาด เพื่อให้เมล็ดข้าวได้หล่นลงตามล่องไม่ไผ่มาด้านล่าง ที่มีฝืนรำแพนใหญ่ที่สานจากไม้ไผ่ปูรองไว้ คนที่อยู่ด้านล่างก็จะใช้พัดโบกเพื่อให้ข้าวเปลือกที่เป็นเม็ดลีบปลิวออกจากกอง จากนั้นจึงขนนำไปใส่กระล่อมข้าว เพื่อเตรียมจัดพิธีกินข้าวใหม่อีกครั้งในเดือนมกราคม เป็นการเสร็จพิธีของชาติพันธุ์ โดยเป็นการปลูกข้าวแบบหมุนเวียนจัดแบ่งพื้นที่ในการปลูกแต่ละครั้ง 

    สำหรับพื้นที่การนวดข้าวจะทำห้างลักษณะสูง มีบันไดไม้สูง เวลานำฟ่อนข้าวขึ้นไปด้านบนแล้วนวดฟาดลงมาจะมีเมล็ดข้าวแกร่งร่วงตกหล่นลงมาลงด้านล่างมีน้ำหนัก ส่วนเมล็ดข้าวที่มีลักษณะลีบก็จะปลิวไปตามแรงโน้มถ่วง และจะใช้แรงงานคนพัดวีเพื่อให้เมล็ดข้าวที่ลีบปลิวออกไปก็จะได้แต่เมล็ดข้าวที่สมบูรณ์เมื่อนำไปหุงจะเป็นข้าวใหม่ที่มีกลิ่นหอม เหนียว นุ่ม คล้ายข้าวหอมมะลิ และยังเป็นข้าวอินทรีย์ที่ไม่ใช้สารเคมีด้วย สำหรับชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงบ้านหินสี ตำบลยางหัก หลังจากเสร็จสิ้นฤดูเกี่ยวข้าวแล้ว ก็จะตากข้าวไว้ให้แห้ง จากนั้นก็จะกำหนดวันรวมกลุ่มนัดหมาย เพื่อจัดพิธีกินข้าวใหม่กันอีกครั้งในช่วงเดือนถัดจากนี้ไป

    เมื่อวันที่ 24-25 ธันวาคม ที่ผ่านมา ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านบางกะม่า ได้จัดพิธี “งานบุญข้าวใหม่”ขึ้นบริเวณลานกิจกรรมของหมู่บ้าน ซึ่งเป็นการจัดโดยชุมชนบ่งกะม่า และภาคึเครือข่ายที่ร่วมเป็นผู้สนับสนุนการสร้างพื้นที่ของวัฒนธรรมสร้างสุข สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ภาคตะวันตก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ศูนย์พัฒนาพื้นที่สูงจังหวัดราชบุรี สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง 

    โดยงานบุญข้าวใหม่เป็นความเชื่อเกี่ยวกับพระเม่โพสพของชาวกะเหรี่ยง เริ่มมีการเพาะปลูก หรือเรียกภาษากะเหรี่ยงว่า “ชีบ่งบึ้ง” ซึ่งพิธีนี้ถูกทำขึ้นตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ซึ่งไม่สามารถคาดเดาได้ว่าทำมาตั้งแต่เมื่อไร แต่พิธีดังกล่าวมีพีธีกรรมได้แก่ การปลูกข้าวครูไว้จำนวน 9 กอง ก่อนที่จะปลูกข้าวครู ก็จะทำพิธีอันเชิญพระแม่โพสพมาจากสวรรค์ แล้วจึงปลูกข้าว นี่คือขวัญข้าวแม่ข้าวที่เป็นตัวแทนของข้าวในไร่เป็นครูของข้าวทั้งหมด ซึ่งแม่พระแม่โพสภจะมาอยู่ตรงนี้ จะมีการจุดเทียนแล้วนำเมล็ดข้าวแม่โพสพ แม่ธรณี แม่คงคา มาห่อรวมกัน เมื่อถึงเวลาพระแม่โพสพมาแล้ว ช่วงที่เราปลูกข้าวจนถึงฤดูการเก็บเกี่ยว นำข้าวขึ้นลานแล้วจะนำข้าวใหม่ก็จะมีการขอบคุณพระแม่โพสภด้วยการเลี้ยงพระแม่โพสภโดยอาหารที่นำมาเลี้ยงประกอบไปด้วย แกงหอย แกงเผือก แกงมัน จะต้องมีเถาวัลย์ที่เรียกว่า “ชั่งไก่ดุ๊”มาผูกไว้ แล้วจะมีการนำเครื่องมือในการทำเกษตรและเครืองครัวที่ให้ในการหุงหาอาหารมาร่วมอยู่มในพิธีกรรมขอบคุณพระแม่โพสพด้วย และเมื่อทำพิธีเลี้ยงพระแม่โพสพเสร็จสิ้น ก็จะทำการอันเชิญท่านกลับสวรรค์ ซึ่งจะทำการอันเชิญอีกครั้งเมื่อถึงฤดูการเพราะปลูกครั้งต่อไป 

    ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความเชื่อของชุมชนกะเหรี่ยง ที่ทำกันมาอย่างยาวนาน เมื่ออดีตกาลพิธีดังกล่าวถูกทำในเฉพาะครัวเรือน แต่เมื่อยุดสมัยเปลี่ยนไป มีการปลูกข้าวน้อยลง มีปัญหาเรื่องที่ทำกินที่ทางราชกาลป่าไม้ไม่ให้มีการทำไร่หมุนเวียน ถูกจำกัดสิทธิ์ ทำให้การปลูกข้าวน้อยลง ทำให้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ คือการรวมทำพร้อมกันทั้งชุมชนเพื่อทำพิธีเดียวกัน เมื่อทำพร้อมกันทำให้เกิดพลังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เป็นจุดสนใจในส่วนของนักท่องเที่ยว มีคนเข้ามาร่วมมากขึ้น มีเครือข่ายมากขึ้น ตรงนี้ส่งผลดีเรื่องการสืบสานต่อคนรุ่นหลัง 

    สาเหตุที่ต้องทำพิธีการการได้ขอบคุณธรรมขาติ ถ้าเรามีความเชื่อและมีความศรัทธากับธรรมชาติจึงทำให้เกิดความผูกพันธ์กับธรรมชาติมากขึ้น เรามีความเชื่อในเรื่องพิธีกินข้าวใหม่ เราจะต้องแบ่งข้าวไว้7 กอง กองที่ 1 ให้สัตว์ต่างๆได้กิน กองที่ 2 ให้พระหรือนักบวช กองที่ 3 ให้พ่อแม่ปู่ย่าตายาย กองที่ 4 ให้หญิงหม้าย เด็กกำพร้า กองที่ 5 ให้ญาติพี่น้องที่มาช่วยเก็บเกี่ยว กองที่ 6 เก็บไว้กินเอง กองที่ 7 เก็บไว้เป็นเมล็ดพันธ์ นอกจากนั้นวิถีของชาวกะเหรี่ยง เมื่อมีเมล็ดพันธ์ข้าวเราจะนำมาแลกเปลี่ยนกันในชุมชนและสุดท้ายคนเราไม่สามารถดยู่คนเดียวได้ เราก็จะเอื้อกัน ใครแข็งแรงก็ช่วยคนที่อ่อนแอ  คนไหนที่มีมากก็แบ่งปันคนอื่นถ้าสังคมรู้จักการแบ่งปัน สังคมก็จะสงบสุข ส่วนเรื่องของการท่องเที่ยวก็ก็อยากให้มาเรียนรู้ร่วมกันว่าประเพณีวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่อาจจะมีความแตกต่างกัน แล้วถ้าตรงไหนมันดีมีคุณค่าเราก็ช่วยกันส่งเสริม สิ่งสำคัญคือถ้าประเพณีเรายังอยู่ ถ้าเราไม่อายในเรื่องของชาติพันธุ์และเห็นคุณค่าจะเป็นความเข้มแข็งในชุมชน ในส่วนของการท่องเที่ยวบางกะม่า เส้นทางการเดินทางมีความลำบากการที่จะขึ้นมาได้นั้นต้องใช้ความอดทน ไม่มีไฟฟ้าให้ใช้ นักท่องเที่ยวที่มานั้นจะเป็นกลุ่มคนที่รักและอนุรักษ์ธรรมชาติ และในทุกๆปีจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มมกขึ้นเรื่อยๆ ทั้งคนเก่าและคนใหม่ ดังนั้นเราจึงต้องมีการส่งเสริมอาชีพของชุมชนเพื่อให้ชุมชนมีรายได้ ถ้าเขามีรายได้เค้าก็จะรักษาประเพณีที่ดีงามนี้ไว้ และลูกหลานรุ่นใหม่ก็จะสานต่อประเพณีวัฒนธรรมรุ่นต่อรุ่นไป บางกะม่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ทีมีลักษณะเป็นธรรมชาติเชิงนิเวศจะมีความสุขการ สุขใจ มีอากาศที่ดีการต้อนรับที่ดีของชาวบ้านก็จะทำให้นักท้องเที่ยวได้มีความสุขด้วยเช่นกัน

    ต้องบอกว่าประเพณีวัฒนธรรม “กินข้าวใหม่”ของชุมชนชาติพันธุ์ไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง มีความน่าสนใจและโดดเด่นด้านคุณค่าเชิงวัฒนธรรมอย่างมากเลยทีเดียว สิ่งที่น่าสนใจคือ การจัดงานดั้งเดิมแบบวิถีใหม่ ไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานบุญ สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจในรากเหง้าของความเป็นชุมชนกะเหรี่ยงวิถีความเป็นอยู่ วิถีชีวิต สามารถมาที่หมู่บ้านบางกะม่า ต.บ้านบึง อ.บ้านคา จ.ราชบุรี ได้เลยครับ ผู้นำชุมชนพร้อมด้วยชาวบ้านพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มใจอย่างแน่นอน

  • นักวิ่งกว่า 600 คน ร่วมวิ่งตามรอยพระเจ้าตาก (สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกษัตริย์) ณ วัดเขาขุนพนม ต.บ้านเกาะ อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช

    นักวิ่งกว่า 600 คน ร่วมวิ่งตามรอยพระเจ้าตาก (สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกษัตริย์) ณ วัดเขาขุนพนม ต.บ้านเกาะ อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช

            กิจกรรมเดิน – วิ่ง ตามรอยพระเจ้าตาก พิชิตถ้ำตากฟ้า 245 ขั้น เป็นกิจกรรมส่งท้ายปีใหม่ของชาวชุมชนตำบลบ้านเกาะ นำโดยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สคล.นครศรีธรรมราช องค์กรหน่วยงานต่างๆ ร่วมกันจัดงานวิ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ พระเจ้าตากสินมหาราช วัดเขาขุนพนม การที่ชุมชนต้นแบบศูนย์เรียนรู้งดเหล้าลดปัจจัยเสี่ยงภาคใต้ตอนบน ต.บ้านเกาะ อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช ขับเคลื่อนงดเหล้าเข้าพรรษาและขยับสู่การส่งเสริมการท่องเที่ยว เป็นการยกระดับสร้างความเข้มแข็งชุมชน ในการจัดงานวิ่ง ตามรอยพระเจ้าตาก พิชิตถ้ำตากฟ้า 245 ขั้น ซึ่งได้จัดขึ้นในวันที่ 29 มกราคม 2565 โดยมีนักวิ่งผู้รักสุขภาพและศรัทธาในพระเจ้าตากสินจำนวนกว่า 600 คน ได้เข้าร่วมกิจกรรม ณ วัดเขาขุนพนม ต.บ้านเกาะ อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช
           ก่อนเริ่มต้นกิจกรรมวิ่งดังกล่าว ได้มีการทำพิธีสักการะพระเจ้าตากสิน เพื่ออำนวยอวยชัยให้นักวิ่งที่เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนมีความสุข สุขภาพแข็งแรง เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ต้อนรับปีใหม่ 2566 และมีการ warm up อุ่นร่างกาย เตรียมความพร้อมก่อนวิ่ง หลังจากนั้นประธานในพิธี นายไตรรัตน์ ไชยรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้กล่าวเปิดกิจกรรมเดิน – วิ่ง ตามรอยพระเจ้าตาก พิชิตถ้ำตากฟ้า 245 ขั้น และทำการปล่อยตัวนักวิ่ง ซึ่งมีระยะทางในการวิ่ง 4 กม. โดยเส้นทางวิ่งจะเป็นการวิ่งรอบเขาขุนพนม และเดินขึ้นบันได 245 ขั้น พิชิตถ้ำตากฟ้า

    โดยนายอภินันท์ แสนเสนา (กำนัน และ หัวหน้าศูนย์งดเหล้าลดปัจจัยเสี่ยงตำบลบ้านเกาะ) ได้ให้ข้อมูลว่า วัดเขาขุนพนม เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และการสันนิษฐานว่าพระเจ้าตากสินไม่ได้ถูกประหารชีวิต แต่ได้สับเปลี่ยนพระองค์กับพระญาติหรือทหารคนสนิท แล้วเสด็จมายังจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อประทับเมื่อทรงผนวชเจริญวิปัสนากรรมกรรมฐาน ซึ่งชาวเขาขุนพนมมีความเชื่อเรื่องพระเจ้าตากสินมหาราช เสด็จหนีมาประทับที่เขาขุนพนม จึงได้ร่วมมือกันสร้างพระตำหนักสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช บริเวณที่เชื่อว่าพระองค์ ประทับขณะผนวชอยู่ ประชาชนที่ยังระลึกถึงวีรกรรม และความกล้าหาญในการกู้เอกราชชาติไทยในสมัยเสีย กรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ ได้ร่วมกันสร้างพระบรมสาทิสลักษณ์ ทั้งในเพศบรรชิต และชุดฉลองพระองค์นักรบ แล้วอัญเชิญมาไว้ในศาลให้ผู้คนที่ศรัทธาได้มากราบไหว้ ปัจจุบันจึงมีประชาชน จากทั่วสารทิศมาเขาขุนพนม อยู่เสมอเพื่อตามรอยพระเจ้าตากสินมหาราชและจะมีการบวงสรวงพระเจ้าตากสินทุกวันที่ 28 ธันวาคม ของทุกปี

            สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้เป็นการกระตุ้นให้คนในพื้นที่ออกมาวิ่งเพื่อสุขภาพและส่งเสริมการท่องเที่ยวของชุมชน และรายได้ที่ได้รับ หลังหักค่าใช้จ่าย จะส่งมอบแก่ ศูนย์งดเหล้าลดปัจจัยเสี่ยง ตำบลบ้านเกาะ เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำเมา